
จับตาเกมเปลี่ยนทิศ ‘ธนาคารกลางจีน’
โลกการเงินและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ “ความพอดี” คือโจทย์ที่ยากสุดสำหรับธนาคารกลางทุกแห่งทั่วโลก
โลกการเงินและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ “ความพอดี” คือโจทย์ที่ยากสุดสำหรับธนาคารกลางทุกแห่งทั่วโลก บทเรียนล่าสุดจากธนาคารกลางจีน (PBOC) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ภาพที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน คือ นโยบายเชิงรุกที่ธนาคารกลางจีน สั่งการให้ธนาคารรัฐขนาดใหญ่ ลดการปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก..แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า เม็ดเงินในระบบการเงินของจีนกำลัง “ล้น” จนน่ากลัว..!!
เดิมที PBOC พยายามอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัวจากปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน แต่ปัญหาคือ เมื่อภาคธุรกิจและครัวเรือนขาดความเชื่อมั่น ความต้องการกู้ยืมเงินเพื่อไปลงทุนหรือบริโภคจึงอ่อนแอลง เมื่อประชาชนไม่กู้ เงินฝากจำนวนมหาศาล จึงกองอยู่กับธนาคารพาณิชย์อย่างไร้ประโยชน์ ธนาคารเหล่านี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากนำเงินไปปล่อยกู้กันเองในตลาดระหว่างธนาคาร (Interbank Market) รวมถึงการระดมทุนไปไล่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลจีนเพื่อเก็งกำไรและพักเงินให้เกิดดอกผล
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดภาวะ “เงินล้นแต่กระจุกตัว” อยู่แค่ในภาคการเงิน ไม่ยอมไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริง และผลข้างเคียงที่ตามมาทันที คือ ต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นในตลาดเงินดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดรอบหลายปี อัตราดอกเบี้ยรีโปข้ามคืน (Overnight Repo Rate) เคยลดต่ำลงไปแตะระดับประมาณ 1.2% ช่วงเดือนเมษายน ตัวเลขนี้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ PBOC กำหนดไว้ที่ 1.4% อย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นักลงทุนในตลาดเริ่มไม่สนใจสเปกหรือทิศทางที่ธนาคารกลางอยากให้เป็น
คำถามตามมาคือ “ทำไมอัตราดอกเบี้ยตลาดต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายแล้วธนาคารกลางจีนต้องเดือดร้อน” คำตอบคือ มันทำให้เครื่องมือทางการเงินของ PBOC สูญเสียการควบคุมทิศทาง หากปล่อยให้ดอกเบี้ยตลาดต่ำเกินไป ดอกเบี้ยที่แท้จริงจะไม่สะท้อนความเสี่ยงและต้นทุนที่แท้จริงของประเทศ นอกจากนี้เงินทุนส่วนเกินที่หมุนเวียนอยู่เฉพาะในตลาดพันธบัตรกำลังสร้าง “ฟองสบู่” ในสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาพันธบัตรรัฐบาลจีนพุ่งสูงขึ้น จนทำให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ร่วงต่ำลงจนน่ากังวลต่อเสถียรภาพระบบ
ความท้าทายนี้ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อจีนต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่อีกด้าน นั่นคือ วิกฤตราคาพลังงานโลก ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงส่งผ่านความร้อนแรงมายังเงินเฟ้อ ทั้งในฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ หาก PBOC ยังปล่อยให้เงินในระบบล้นเกินไป เม็ดเงินเหล่านี้อาจกลายเป็นเชื้อไฟโหมกระพือเงินเฟ้อให้ลุกลาม ด้วยเหตุนี้ธนาคารกลางจีน จึงต้องปรับหางเสืออย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นและการคุมความเสี่ยง มาตรการเบรกเงียบ..จึงถูกนำมาใช้ ผ่านท่อส่งน้ำหลักอันเป็นเอกลักษณ์ของจีน นั่นคือธนาคารรัฐขนาดใหญ่
PBOC ส่งสัญญาณตรงไปยังสถาบันการเงินของรัฐ ให้ควบคุมการปล่อยกู้สุทธิแก่ธนาคารอื่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งลดวงเงินการดำเนินธุรกรรมตลาดเปิดรายวันลง สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ การดูดซับสภาพคล่องกลับคืนครั้งนี้ ส่ง ผลให้อัตราดอกเบี้ยรีโปข้ามคืนดีดกลับมาอยู่ที่ 1.4% เท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ฟื้นตัวกลับขึ้นมาสู่ระดับ 1.75% สกัดความร้อนแรงได้ทันท่วงที สัญญาณนี้ชัดเจนว่าทางการจีนจะไม่ยอมปล่อยให้ตลาดเงินบิดเบือนไปจากเป้าหมายของรัฐอีกต่อไป
ผลกระทบจากการขยับตัวของ PBOC รอบนี้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต้องกลับไปรื้อตำราคำนวณใหม่ จากเดิมที่เคยคาดกันว่าจีนจะเดินหน้าหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นว่าเกือบทุกสำนักต้องเลื่อนคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปถึงปี 2570 เป็นอย่างน้อย เพราะตราบใดปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างความต้องการกู้ยืมในประเทศยังไม่ฟื้น และเงินเฟ้อภายนอกยังกดดัน การแจกเงินสะพัดในระบบไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อไฟในห้องแอร์ ที่ไม่ได้ช่วยให้โครงสร้างบ้านแข็งแรงขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการดำเนินนโยบายการเงิน ไม่ได้มีเพียงแค่การเหยียบคันเร่งแต่คือความสามารถในการแตะเบรกให้ถูกจังหวะเพื่อไม่ให้รถยนต์เศรษฐกิจเสียหลักหลุดโค้ง การตัดสินใจของธนาคารกลางจีนครั้งนี้ คือ การส่งข้อความเสียงดังฟังชัดไปยังระบบการเงินทั่วโลกว่า พวกเขายังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและวินัยทางการเงิน เหนือกว่าการเร่งเติบโตระยะสั้นที่แฝงไปด้วยความเสี่ยง..!!!