หุ้นขึ้นผิดธรรมชาติ?

ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า อีฉันไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อต่อหุ้นไทยแต่อย่างใด? เพราะที่ผ่านมาอีฉันเชียร์ให้ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวเป็นประจำ


ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า อีฉันไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อต่อหุ้นไทยแต่อย่างใด? เพราะที่ผ่านมาอีฉันเชียร์ให้ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวเป็นประจำ เพราะมองเห็นเรื่องราคาหุ้นต่ำเกินไปเป็นประเด็นหลัก ถัดมาเป็นเรื่องเงินปันผลที่ให้ในระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ ผนวกกับภาวะเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงกลับตัวขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาล “เสี่ยหนู” เร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาระบบไงล่ะคะ

น่าเสียดายที่สถานการณ์ตอนนี้หลายอย่างไม่เป็นเหมือนที่คิดไว้ เพราะปัญหาสงครามระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “อิหร่าน” โดยมีตัวยุแยงอย่าง “อิสราเอล” ยังไม่รู้จุดจบอยู่ตรงไหน? แถมวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติออกมา 6 ต่อ 3 รับวินิจฉัยปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ และสั่งให้ กกต.ยื่นคำชี้แจงภายใน 15 วันแบบนี้..ทุกอย่างระส่ำระส่ายกันหมดนะตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้เชื่อว่า การทะยานขึ้นของดัชนีท่ามกลางสารพันปัญหาที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน มันเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติอย่างแน่นอน ผนวกกับตอนนี้มีปัญหาราคาน้ำมันแพงเข้ามากดทับระบบเศรษฐกิจไทยอีกหนึ่งดอก และจะทำให้ข้าวของเครื่องใช้แพงขึ้น รวมถึงการทำมาค้าขายจะไม่คล่องตัวแบบนี้ อีฉันเลยอยากถามว่า การยืนปิดของดัชนีที่ระดับ1,440.85 จุด บวกไป 6.97 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.65 หมื่นล้านบาท เมคเซนส์ไหมเอ่ย?

เหมือนกับการยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งของหุ้น STECON ทั้งที่หุ้นตัวอื่น ๆ เริ่มย่อตัวลงมาอีกครั้ง “โมนิก้า” มองเป็นเกมที่เหมาะสำหรับพวกใจถึงพึ่งได้ เพราะเมื่อดูจากบริบทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบด้าน หุ้นรับเหมาไม่น่าจะยืนระยะได้นานขนาดนี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องเลือกตั้งโมฆะก็เป็นตัวกัดกินความมั่นใจ และที่ร้ายสุดคือเรื่องน้ำมันแพงที่กระทบต้นทุนบริษัทเต็ม ๆ แต่หุ้นยังยืนปิดที่ระดับ 12.50 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 4.15% ด้วยมูลค่า 625 ล้านบาทแบบนี้..สุดไหมล่ะคะ

ส่วนการเด้งขึ้นของแบงก์ตราดอกบัว BBL ก่อนจะมาปิดที่ระดับ 166 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 0.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 989 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องปกติของหุ้นที่แกว่งตัวหาฐานในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผนวกกับพวก “กองทุน” กับ “ต่างชาติ” ยังเข้ามาเล่นเป็นรอบ ๆ หุ้นถึงยืนระยะได้ดี ยกเว้นต่างชาติเริ่มขายทำกำไรหนัก ๆ โอกาสที่หุ้นจะยืนอยู่ตรงนี้ก็คงลดลงนะจ๊ะ

ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น OSP เป็นรายถัดมา เนื่องจากการเด้งขึ้นมาปิดที่ระดับ 14.50 บาท บวกไป 0.20 บาท หรือขึ้นไป 1.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 263 ล้านบาท ไม่ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะราคาหุ้นลงมาแรง และยืนนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน แต่สิ่งที่ต้องคิดถัดมาคือ หุ้นจะขึ้นได้ไหม? หลังราคาที่เห็นเป็นการเทรดบน PE 12 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ๆ แต่ต้องแลกด้วยกำไรไตรมาส 1 ต้องมาตามนัดนะคะ

เช่นเดียวกับในรายของ WHA ที่วันนี้ขึ้นมายืนปิดที่ระดับ 4.22 บาท บวกไป 0.04 บาท หรือขึ้นไป 0.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 517 ล้านบาท ก็มาจากประเด็นรัฐบาลเร่งอนุมัติการลงทุนที่บริษัทต่าง ๆ ขอไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลดีโดยตรงต่อบริษัทของ “เจ๊จูน” อย่างแน่นอน แต่ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อสภาอุตสาหกรรมพูดว่า ต้นทุนข้าวของจะเพิ่มขึ้น 3-5% ยังจะมีบริษัทกล้าลงทุนกันอีกหรือเปล่า?

ส่วนคนที่ได้รับผลดีแน่ ๆ “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้นเดินเรืออย่าง RCL เนื่องจากค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดสงคราม จนทำให้กองเรือต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ผนวกกับตัวเลขกำไรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาออกมาดี และยังเป็นหุ้นที่มีการจ่ายปันผลดี นักลงทุนจึงกระโจนใส่หุ้นอย่างคึกคัก หุ้นถึงขึ้นมาปิดที่ระดับ 34.50 บาท บวกไป 2.50 บาท หรือขึ้นไป 7.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 499 ล้านบาทเจ้าค่ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button