
จบเรื่องเก่า..ก่อเรื่องใหม่
จริง ๆ เดี๊ยนไม่อยากดราม่าน้ำมันเพื่อทำให้ผู้คนตื่นตระหนกไปกว่านี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปรับรู้มาในระดับหนึ่งแล้วว่า เรื่องน้ำมันหมดเป็นเหมือนกันทั่วโลก
จริง ๆ เดี๊ยนไม่อยากดราม่าน้ำมันเพื่อทำให้ผู้คนตื่นตระหนกไปกว่านี้ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปรับรู้มาในระดับหนึ่งแล้วว่า เรื่องน้ำมันหมดเป็นเหมือนกันทั่วโลก แต่ดูเหมือนปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขในเบื้องต้นไปแล้ว ถัดมาก็เป็นเรื่องน้ำมันแพงที่ทั่วโลกก็เป็นเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศต่าง ๆ ควบคุมไม่ได้ เพราะต้องปล่อยไปตามกลไกของตลาดโลกไงล่ะคะ
สิ่งที่น่าคิดอยู่ตรงที่บ้านเราจะฝ่าปัญหาดังกล่าวไปอย่างไร? ในเมื่อผู้คนทั่วไปอยู่ในอาการหวาดวิตกเกี่ยวกับเงินในกระเป๋ามีค่าน้อยลง เพราะราคาข้าวของจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะทำให้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อระลอกใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจให้อยู่ในอาการหยุดชะงักไประยะหนึ่ง ต่อจากนั้นจะก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาจนทำให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุขเลยล่ะจ้า
งานนี้จึงเป็นการวัดฝีมือทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเต็ม ๆ หลังโดนคนในสังคมถล่มเรื่องลักหลับขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาทแบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่ผู้คนทั่วไปคิดว่า รัฐบาลคงปรับราคาขึ้นครั้ง 2 บาท เพราะครั้งก่อนก็เคยปรับขึ้นในระดับนี้ จึงเกิดความรู้สึกไม่ดีกับการกระทำดังกล่าวอย่างรวดเร็ว พร้อมพูดถึงการยกเลิกแผนเดินทาง เพื่อท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ดังขึ้นเรื่อย ๆ..เจ๊งกันเป็นแถบซินายจ๋า!
สาเหตุที่ทำให้เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น น่าจะมาจากเรื่องข้าวของแพง (ถ้าคิดจากดีเซล 30 บาทมาเป็น 40 บาท เท่ากับต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้น 33%) มันเป็นเรื่องที่กระทบทุกส่วนอย่างมีนัยสำคัญ “โมนิก้า” ถึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเมื่อเห็นแรงขายออกมาอีกครั้ง แถมครั้งนี้เป็นการขายแบบเลี้ยงไข้เสียด้วย อีฉันเลยกังวลใจว่า การยืนปิดที่ระดับ 1,442.92 จุด ลบไป 14.99 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.53 หมื่นล้านบาท ยังไม่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นเวลานี้ไงล่ะคะ
เหมือนกับเรื่องสงครามระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “อิหร่าน” ที่ดูเหมือนจะเจรจาบนโต๊ะกันได้ แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นสงครามน้ำลายที่พ่อใหญ่ทรัมป์พยายามชี้ให้เห็นว่า อีกฝ่ายกำลังยอมทำตามข้อตกลงที่เสนอให้ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า อีกฝ่ายไม่เคยพูดคุยข้อตกลงอะไรทั้งนั้น ส่งผลให้ความตรึงเครียดยังคงอยู่ต่อไป และทำให้ราคาน้ำมันแพงต่อไปนะจะบอกให้
ตรงนี้กลายเป็นแรงกดดันที่เด้งกลับมาที่ประเทศไทยเต็ม ๆ เพราะวันนี้มีการพูดไปถึงขั้นที่ว่า ราคาน้ำมันในประเทศจะพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 50 บาท ขณะที่บางกระแสพูดไปถึงระดับ 70 บาทก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ “โมนิก้า” ถึงมองว่า จังหวะนี้มีโอกาสขายหุ้นทำกำไร ก็ควรขายออกไปก่อน เพราะสิ่งที่เห็น ณ เวลานี้คือ ดัชนียังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,450 จุดอย่างมั่นคง และควรถอยไปรอรับบริเวณ 1,400 จุดดีกว่านะคะ
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องมองไปยังหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันแพงอย่าง PCE และ SMO เพราะเป็นหุ้นที่รับอานิสงส์ในเรื่องที่รัฐบาลกำลังจะส่งเสริม B10 กับ B20 อีฉันเลยเชื่อว่า ผลงานในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะโดดเด่นสุด ๆ ผนวกกับเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจปาล์มแบบนี้ จึงอยากให้นักลงทุนลองชำเลืองดูหุ้นเหล่านี้มากเป็นพิเศษ เพราะราคาหุ้นเริ่มขยับเรื่อย ๆ แล้วนะจ๊ะ
ปิดท้ายกันที่ท่าทีของนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ต่างชาติที่ว่าแน่ ๆ ยังต้องทยอยขายหุ้นออกมา 481 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยับตัวที่น่ากังวลพอสมควร เพราะต่างชาติยังมีของที่จะเทขายอีกเพียบ และโชคดีมาก ๆ ที่กองทุนไม่ได้ขายตามออกมาด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ซื้อหุ้นแบบจัดหนักเหมือนวันก่อน ๆ อีฉันเลยสังหรณ์ใจเหลือเกินว่า หากภาพรวมของโลกแย่ลงกว่าเดิม นักลงทุนกลุ่มนี้จะสาดหุ้นหนักแค่ไหน?
โมนิก้าและทีมงาน