
พาราสาวะถี
หลังจากที่รัฐบาลหนู 2 ได้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา 2544 หรือ MOU 44 อันเป็นกรอบเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย เพื่อใช้เจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลและพัฒนาปิโตรเลียมร่วมกัน
หลังจากที่รัฐบาลหนู 2 ได้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา 2544 หรือ MOU 44 อันเป็นกรอบเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย หรือ OCA ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อใช้เจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลและพัฒนาปิโตรเลียมร่วมกัน พร้อมบอกกล่าวไปกับทางเขมรว่าประสงค์จะใช้ช่องทาง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS ในการเจรจา ซึ่งทาง อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แจ้งให้กับ ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา ได้รับทราบ และมีการพูดคุยเมื่อคราวพบปะกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ปรากฏว่าฝั่งเขมรเดินเกมด้วยการยื่นขอให้มีการเจรจาประนีประนอมภาคบังคับ บนเวที UNCLOS โดยกำหนดเงื่อนไขการเจรจาคือ การแบ่งเขตแดนทางทะเล หรือ หารือเพื่อใช้พื้นที่อ้างสิทธิร่วมกัน จนทำให้ทางกระทรวงการต่างประเทศ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการขับเคลื่อนดังกล่าวของอีกฝ่าย ฟังจากที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงต่อเรื่องนี้ จับใจความได้ว่า ท่วงทำนองของฝ่ายเขมรเป็นการเดินลัดขั้นตอน และหวังจะใช้เวทีดังว่าทำให้ทุกอย่างจบ
สิ่งที่ทำให้ผู้นำด้านการต่างประเทศของรัฐบาลหนู 2 แสดงความไม่พอใจ คงเป็นเรื่องที่สื่อนำเสนอในแนวทางที่ว่า เขมรลากไทยไปขึ้นเวทีดังกล่าว ซึ่งในมุมของสีหศักดิ์ยืนยันว่า ไม่ใช่ เพราะการยกเลิกเอ็มโอยู 44 ก็ต้องเดินไปตามแนวนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่า กระบวนการที่อีกฝ่ายดำเนินการนั้น ไม่สอดคล้องกับท่าทีที่ได้แสดงต่อไทยเมื่อคราวหารือทวิภาคีที่ฟิลิปปินส์ที่ผ่านมา ถ้าเอาเฉพาะประเด็นที่เขมรยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการ UNCLOS ถือว่าเป็นการข้ามขั้นตอน และผิดเกินข้อกำหนดของวงเจรจาดังกล่าว
นั่นก็คือ ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการหารือเป็นการเบื้องต้น หรือกระบวนการประนีประนอมเบื้องต้น แต่กลับเสนอให้มีการประนีประนอมภาคบังคับทันที กรณีหารือเรื่องเขตแดนทางทะเลนั้นพอรับได้ ทว่าเงื่อนไขต่อมาคือ ถ้าตกลงกันไม่ได้จะต้องนำไปสู่การเจรจาเพื่อใช้พื้นที่ร่วมกันนั้น ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่คณะเจรจาภายใต้ข้อกำหนดของอนุสัญญาดังกล่าวจะกระทำได้ ฝ่ายไทยจึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับข้อเสนอดังกล่าวของเขมรได้
อย่างไรก็ตาม เมื่ออีกฝ่ายได้เดินเกมแบบนี้แล้ว จึงไม่มีทางเลือกอื่นทาง ฝั่งไทยจะต้องเลือกกรรมการ 2 คน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และมีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเพื่อเป็นตัวแทนไปเจรจากับฝ่ายเขมรที่ส่งรายชื่อไปแล้ว 2 คน จากนั้นภายใต้กรอบระยะเวลา 21 วันหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ตัวแทนแล้ว จะต้องมีการเลือกตัวแทนที่เป็นกลางเพื่อทำหน้าที่ประธาน 1 คน โดยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตามกระบวนการนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน
เมื่อตั้งคณะกรรมการประนีประนอมภาคบังคับเรียบร้อยแล้ว กระบวนการพิจารณาหากย้อนไปดู ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย ที่ใช้ช่องทางเดียวกันนี้ใช้เวลาในการพิจารณาไม่น้อยกว่า 2 ปีครึ่ง ถ้าพิจารณาจากแนวทางของเขมรชัดเจนว่า ต้องการให้บทสรุปของเรื่องยุติแบบเดียวกับติมอร์ฯ เพราะผลของการประนีประนอมภาคบังคับ จากที่จะต้องแบ่งปันผลประโยชน์กัน 50:50 กลายเป็นว่า ข้อตกลงใหม่ติมอร์ฯ ได้รับส่วนแบ่งอย่างน้อย 70% ของแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดอย่างเกรตเตอร์ซันไรส์
ไม่เพียงเท่านั้น ตามข้อตกลงติมอร์ฯ จะได้รับส่วนแบ่งรายได้มากขึ้นคือ 80% หากมีการแปรรูปก๊าซในออสเตรเลีย นั่นจึงทำให้คาดเดาได้ว่าแนวทางของเขมรน่าจะเดินแบบนี้ อยู่ที่ ตัวแทนฝ่ายไทยจะงัดกลยุทธ์ในการต่อสู้แบบไหน เท่าที่ฟังสีหศักดิ์อธิบายแสดงความมั่นใจว่า บทสรุปจะไม่เป็นไปตามที่อีกฝั่งต้องการแน่นอน อันจะเห็นได้ถึงเงื่อนไขที่ยื่นพ่วงไปคือ หากตกลงกันไม่ได้เรื่องเขตแดนทางทะเล เขมรขอเจรจาเพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์ในพื้นที่ซึ่งมีปัญหา
โดยสีหศักดิ์ชี้ว่า ถ้าเวทีหาข้อยุติไม่ได้ หรือแม้แต่จะสรุปออกมาอย่างไร แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้มีผลบังคับกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด สุดท้ายก็ต้องวกกลับมาสู่วงเจรจาของประเทศคู่ขัดแย้งอยู่ดี หากมองในมุมนี้ มันก็ชวนให้เกิดคำถาม ถ้าเช่นนั้นจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไปเพื่ออะไร หรือยกเลิกแล้ว จะต้องไปใช้เวทีดังกล่าวทำไม หากมองไม่เห็นช่องว่าฝ่ายตัวเองจะได้เปรียบ เขมรก็ไม่น่าจะออกตัวแบบนี้ จึงน่าสนใจท่วงทำนองในการต่อสู้ของทีมต่างประเทศของไทย จะทำให้ประเทศได้เปรียบ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำให้กับเขมรเหมือนอดีตที่ผ่านมาหรือไม่
จะว่าไปไม่ได้มีเพียงแค่ปัญหาเขตแดนทางทะเลเท่านั้น เขตแดนทางบกยังคงคาราคาซัง ปัญหาความมั่นคงชายแดนก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังกันเป็นพิเศษ น่าสนใจว่า การหารือของสองผู้นำที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือนที่แล้ว เป็นการพูดจาภาษาเดียวกัน หรือต่างฝ่ายต่างพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ได้สนใจข้อเสนอ หรือท่าทีของอีกฝ่ายแต่อย่างใด อ่านโทนทางของเขมรต่อกรณีนี้แล้ว เท่ากับว่าเป็นการปิดประตูตายที่จะเจรจาในเรื่องอื่น ๆ ไปโดยปริยาย
การยกเลิกเอ็มโอยู 44 ของฝ่ายไทย จะเรียกว่าเขมรรอโอกาสนี้อยู่คงไม่ผิดนัก เพราะจะได้นำเรื่องไปสู่วงเจรจาระดับนานาชาติ ซึ่งต่างรู้กันดีว่าเป็นบนเวทีระหว่างประเทศนั้น อีกฝ่ายถนัดที่จะเล่นละคร เรียกคะแนนสงสาร อ้างความเป็นประเทศที่เล็กกว่า ถูกรังแกการข้ามช็อตไม่เจรจาประนีประนอมภาคสมัครใจไปสู่กระบวนการภาคบังคับ เท่ากับต้องการวัดกับไทยให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย เมื่อยืนยันว่าไม่ได้ถูกเขมรลากไปขึ้นเขียงในวง UNCLOS กระทรวงต่างประเทศโดยการนำของสีหศักดิ์ คงต้องแสดงออกให้คนไทยเชื่อมั่นว่า แล้วประเทศไทยจะมีโอกาสแก้เกม ลบเหลี่ยมเล่ห์กลของเขมรได้อย่างไร
อรชุน