พาราสาวะถี

สถิติคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่บอกไปวันก่อน ไม่ได้จบแค่นั้น


สถิติคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่บอกไปวันก่อน ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะตัวเลขล้านสี่เป็นการสรุปผลการนับคะแนนที่ 95% ปรากฏว่าผลอย่างไม่เป็นทางการจากการนับคะแนนครบทุกหน่วยเลือกตั้งทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าที่ผู้ว่าฯ จอมพลังได้คะแนนเสียงถล่มทลายถึง 1,537,784 คะแนน ส่วนตัวเลขของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจเกินครึ่งคือ 52.79% ก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่กกต.ตั้งไว้ 70% อยู่มาก สะท้อนประสิทธิภาพขององค์กรจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงความสนใจ หรือให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี

ไม่ต้องมีพิธีกรรมอะไรมากมาย หลังจากกกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ชัชชาติคงจะนำทีมลุยงานต่อทันที ที่ถูกจับตามองคงหนีไม่พ้นคณะทำงานทั้งที่ปรึกษา และรองผู้ว่าฯ จากประเด็นที่ถูกเปิดในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณี ระบอบอากง จะส่งผลต่อการจัดวางตำแหน่งในครั้งนี้หรือไม่ เท่าที่รู้ถึงตอนนี้ส่วนใหญ่เกิน 80% คณะทำงานของผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ยังจะหน้าตาเดิม เพิ่มเติมคือ ปรับเปลี่ยนบทบาท และงานจะหนักมากขึ้น รอดูอีกไม่กี่อึดใจ

เมื่อการเมืองท้องถิ่นปิดจ๊อบไปแล้ว กระแสความสนใจของผู้คนก็จะกลับมาจับจ้องมองไปยังความเคลื่อนไหวของการเมืองภาพใหญ่ว่าด้วยรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ปัญหาหลักที่ทำให้หนักอกหนักใจยังคงอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย รอยร้าวอันเป็นเครื่องยืนยันการขบเหลี่ยมระหว่าง 2น.ของพรรคสีน้ำเงินเกิดขึ้นจริง แต่ด้วยการตั้งต้นและอยู่กันมาว่ากันด้วยผลประโยชน์ หากเคลียร์กันได้ ทุกอย่างลงตัวก็ไม่ใช่ปัญหา เรื่องอำนาจทับซ้อน หรือแสดงบารมีล้ำเส้น เป็นสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งต้องตัดใจ ถ้ายังอยากจะอยู่กันยาว ๆ

ได้พลังวิเศษมาสนับสนุนจนสามารถช่วงชิงอำนาจ และแผ่บารมีทำให้พรรคสีน้ำเงินขึ้นมายืนหนึ่งได้ขนาดนี้ จะปล่อยให้ทุกอย่างมาพังลงเพราะการสะดุดขาตัวเองคงไม่ใช่ คำพูดของ เนวิน ชิดชอบ ที่เคยบอก ทักษิณ ชินวัตร ครั้งกระโน้น “มันจบแล้วครับนาย” อาจจะย้อนกลับมาหลอกหลอนตัวเองถ้ายังคงเหลิงอำนาจ หรือคิดว่าเป็นพี่ใหญ่ที่น้องหนูต้องเกรงใจ ไม่แน่ว่า ในอนาคตอาจมีคนไปสะกิดบอกผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ “แยกทางจบกันเท่านี้ดีกว่าพี่” เนื่องจากต้นทุนที่สะสมมาจนสามารถเป็นที่ยอมรับของฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับชนชั้นอีลิทนั้น จะมาพังเพียงแค่ตอบแทนบุญคุณพวกพ้องไม่ได้

งานนี้ไม่ได้แค่การจับเข่าคุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างพี่น้อง 2น. กับปัญหาภายในกระทรวงมหาดไทย ยังหมายถึง การประสานความร่วมมือเพื่อเปิดดีลกับองค์กรที่จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องดังทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น หากเรื่องนี้มีการเดินหน้าไม่ใช่แค่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องไม่ว่าระดับไหนจะต้องรับโทษทัณฑ์เท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงอนุทินในฐานะมท.1 ที่จะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ดังนั้น เมื่ออีกฝ่ายก็มีแผลจากปมหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในคดีซุกหุ้น

โดยทางพรรคประชาชนได้ยื่นคำร้องผ่าน โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาฯ เพื่อตั้ง คณะไต่สวนคณะกรรมการป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีดังกล่าว กรณีขึ้นอยู่กับว่าท่านประธานที่เป็นคนของพรรคสีน้ำเงินจะส่งเรื่องไปช้าหรือเร็ว หรือจะดึงเกมยึดยื้อยังไงก็ย่อมได้ นั่นจึงทำให้มองกันว่าเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดการเจรจา ต่อรองกันได้ แอคชันล่าสุดจากทางฝั่งป.ป.ช.ต่อกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นออกมาแล้ว จ่อชงเข้าที่ประชุมใหญ่สัปดาห์หน้า และอาจใช้เวลาพิจารณา 3-6 เดือน

เงื่อนเวลาตรงนี้ ไม่มีใครคาดเดาได้สถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นไปอย่างไร อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงจนบุคคลที่อยู่ในข่ายจะต้องรับผิดชอบไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมอีกแล้ว อันจะทำให้กระบวนการพิจารณาเพื่อวินิจฉัยของป.ป.ช.อาจเปลี่ยนรูปแบบไป อย่าคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ คดีศักดิ์สยามเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เห็นกันมาโดยตลอด กลไกว่าด้วยนิติสงครามของเครือข่ายเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่มีอะไรที่จะสามารถยึดเป็นบรรทัดฐานได้ โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เห็นได้ชัดตั้งแต่คราวแหวนแม่นาฬิกาเพื่อน ที่ทำให้คนส่วนใหญ่หมดศรัทธา ไม่เชื่อถือกันเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ปมความขัดแย้งว่าด้วยอำนาจนำของฝ่ายการเมืองภายในกระทรวงมหาดไทย กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ข้าราชการกระทรวงคลองหลอด แม้ฝ่ายการเมืองจะคุยกันลงตัว แต่ฟากบริหารที่เป็นข้าราชการประจำน่าจะทำงานร่วมกันยาก โดยเฉพาะ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงฯ ที่ถูกลากเอาภรรยามาเกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นด้วย ทำให้รู้เช่นเห็นชาติว่าใครเคารพ และให้เกียรติกันแบบไหน ไม่แน่ว่าอาจจะมีการย้ายฟ้าผ่าเกิดขึ้นเพื่อให้งานบริหารไม่ติดขัด หรือพูดให้ชัดคือจะเป็นการจัดทัพ จัดแถวเพื่อให้ฤดูการโยกย้ายใหญ่เป็นไปตามความต้องการของมท.1มากที่สุด

ต้องยอมรับความจริงว่า สถานการณ์ร้อนระอุในกระทรวงคลองหลอดหนนี้ น่าจะเป็นไฟเผาผลาญความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องให้มอดไหม้ลงไปได้ ว่ากันว่า ตัวละครที่ปรากฏในคลิปเสียง “ส้มกับกิจ” เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อนุทินหมดความอดทน มองเห็นภาพทะลุปรุโปร่งกับบรรดามือชักใยเบื้องหลัง ทำมาหากินกันไม่ว่า แต่ยังมาสร้างความร้าวฉาน และส่งผลกระทบต่อเก้าอี้ของตัวเองเป็นสิ่งที่ยอมกันไม่ได้ มาถึงตรงนี้ จากที่บรรดาแกนนำและลิ่วล้อของพรรคสีน้ำเงิน หวังจะเห็นภาพการกลับมารักกันดูดดื่มเตะก้นกันได้เหมือนเดิมของพี่น้อง 2 น.คงเป็นไปไม่ได้ รอแค่ว่าระเบิดเวลาที่วางไว้ด้วยความมัวเมาในอำนาจจะตูมตามเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

อรชุน

Back to top button