
พาราสาวะถี
จำเป็นต้องขยับเขย่ากันแล้วสำหรับครม.หนู 2 โดยเฉพาะที่เป็นรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย
จำเป็นต้องขยับเขย่ากันแล้วสำหรับครม.หนู 2 โดยเฉพาะที่เป็นรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย วานนี้ (7 กรกฎาคม) ก่อนการประชุมครม. อนุทิน ชาญวีรกูล เรียกเสนาบดีทั้งของพรรคสีน้ำเงินและเพื่อไทย ขึ้นไปหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามนักข่าวอย่างอารมณ์นี้ว่า “ไปทานโจ๊ก” โดยมีรัฐมนตรีของทั้งสองพรรคประสานเสียงหัวเราะตามเป็นลูกคู่ จะดูเป็นความกลมกลืนหรือกลบเกลื่อน แล้วแต่จะคิด
อย่างไรก็ตาม บรรดาผลโพลต่าง ๆ ที่มีการพูดถึง เสี่ยหนูบอกแล้วว่าไม่สำคัญ เพราะดัชนีชี้วัดผลงานรัฐมนตรีคนที่ประเมินคือนายกฯ เท่านั้น นั่นหมายความว่า ใครที่ทำงานไม่เข้าตา เข้าข่ายรัฐมนตรีที่โลกลืมคงต้องพิจารณาตัวเอง แต่มีแง่มุมที่ชวนให้คิดตามเหมือนที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชนทักท้วง ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีไร้ผลงาน ยังมีรัฐมนตรีที่ทำงานแล้วมีปมให้สังคมจำชนิดโลกไม่ลืม เช่น กรณี TH-AI Pass หรือแม้แต่ข่าวคราวฉาวโฉ่ในกระทรวงมหาดไทย ควรอยู่ในข่ายที่จะต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนด้วยหรือไม่
คงไม่ใช่ข่าวปล่อยหรือข่าวโคมลอยเป็นแน่ต่อเรื่องการปรับครม. ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้น จำเป็นที่อนุทินจะต้องเปลี่ยนตัวในบางรายที่เห็นว่าถ้าขืนให้อยู่ทำงานต่อไป อาจกลายเป็นจุดอ่อนจนสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ปัญหาภายในพรรคสีน้ำเงินก็ต้องรีบสะสาง กลุ่มมุ้งอาจไม่สร้างผลกระทบอะไรกับพรรค แต่รอยปริแยกระหว่างพี่น้อง 2 น. ส่งผลอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของลูกพรรค ดังนั้น จึงต้องขยับปรับเปลี่ยนกันโดยเร็ว
ส่วนการปรับหนนี้จะทำกันแค่ในส่วนของภูมิใจไทย หรือพ่วงเอารัฐมนตรีของเพื่อไทยไปด้วย ฟากพรรคนายใหญ่ยืนยันแล้วว่า เท่าที่ทำงานกันอยู่เวลานี้ถือว่าสร้างผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ หลายเรื่องของกระทรวงที่คนของพรรคกำกับดูแล กำลังจะไปได้สวย จึงยังไม่สมควรที่จะต้องปรับเปลี่ยน เว้นเสียแต่ว่า จะมีการร้องขอมาจากพรรคแกนนำรัฐบาล ให้ไปคุมกระทรวงที่ใหญ่กว่าเพื่อแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์นั่นถือเป็นปัจจัยที่ต้องทบทวน จนถึงวันนี้การที่อนุทินเรียกพบก็เป็นเพียงการส่งสัญญาณเรื่องจะปรับในส่วนของพรรคสีน้ำเงิน ไม่ได้มีอะไรให้ต้องลุ้นสำหรับพรรคสีแดง
ถ้าใช้ดัชนีชี้วัดของอนุทินเป็นหลัก ยังไงรัฐมนตรีของเพื่อไทยก็ไร้ปัญหา กระทั่งใช้ผลสำรวจของโพลภายนอก ภาพรวมคะแนนนิยมของรัฐบาลอาจลดลงจากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ผลของการทำงานถ้าแยกเป็นรายบุคคลจะเห็นได้ว่า รัฐมนตรีของพรรคสีแดง มีคะแนนเป็นที่น่าพอใจ ที่โดดเด่นเห็นได้ชัดคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ไม่เพียงเท่านั้น ถ้าพูดถึงกระแสของพรรคภูมิใจไทยถือว่าลดลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกเพื่อไทยไล่บี้มาติด ๆ นั่นจึงทำให้การบ้านว่าด้วยการปรับครม.จึง เป็นโจทย์ใหญ่และยากเฉพาะแค่พรรคแกนนำรัฐบาลเท่านั้น
มีความเห็นจากรัฐมนตรีของพรรคสีน้ำเงินที่อาจทำให้อนุทินต้องคิดให้รอบคอบขึ้น นั่นก็คือ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ที่บอกว่า ถ้าจะมีการปรับครม. โดยมองที่งานซึ่งผ่านการประชาสัมพันธ์ ก็ต้องไปดูด้วยว่า เสนาบดีรายนั้นเอาแต่ประชาสัมพันธ์แล้วไม่ทำงานหรือไม่ น่าคิดไม่น้อย เพราะบางคนเก่งในแง่ของการนำเสนอตัวเองผ่านสื่อ แต่ด้วยเนื้องานแล้วไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม เรื่องนี้ด้วยความมั่นใจของเสี่ยหนูที่ย้ำหนักย้ำหนาว่าตัวเองมีความสามารถในการมองคน คงจะประเมินผลงานกันไม่ผิดไปจากความเป็นจริง
ปัญหาหลักที่ส่งผลถึงขั้นต้องปรับครม.ก่อนเวลาอันควรนั้น หนีไม่พ้นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย เอาแค่กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น เห็นกันแล้วว่า คำสั่งย้าย 5 ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือสถ. ที่ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยลงนามไปนั้น เป็นภาพสะท้อนของขบวนการใหญ่ที่หากินกับเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ว่ารายละเอียดจากการตรวจสอบจนนำมาซึ่งการสั่งย้ายดังกล่าวนั้น ลึกลงไปไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ จำเป็นต้องประสานและส่งให้ป.ป.ช.ที่กำลังดำเนินการอยู่ได้รับรู้ และร่วมตรวจทานอีกชั้นเพื่อให้ข้อมูลตรงกัน
งานนี้ ไม่ได้เป็นแค่การกระชากหน้ากากขบวนการใหญ่ที่หากินกับการทุจริตครั้งนี้ แต่ผลสอบที่พบว่า รายชื่อชุดแรกกว่า 15,000 ราย ซึ่งครอบคลุม 3 กลุ่มที่มีการเรียกบรรจุไปแล้ว คะแนนที่มีการประกาศผลไม่ตรงกับไฟล์รูปกระดาษคำตอบประมาณ 5,000 ราย ซึ่งถือเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจำเป็นต้องส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบในภาพรวม เพื่อพิจารณาว่าความผิดปกติดังกล่าว เกิดขึ้นจากกระบวนการใด มีบุคคลใดเกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับการทุจริตหรือไม่
ตรงนี้สำคัญ เพราะมันหมายถึงสถานภาพของผู้ได้รับการบรรจุซึ่งอยู่ในกลุ่มประมาณ 5,000 ราย การพบความผิดปกติครั้งนี้ ย่อมมีคำถามตามมาว่า จะนำไปสู่การเพิกถอนออกจากการเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือไม่ แน่นอนว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย คงต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบของป.ป.ช.เสร็จสิ้นก่อน เพื่อยืนยันความถูกต้อง และความชอบทางกฎหมายในการที่จะดำเนินการกับบุคคลที่เป็นผู้กระทำความผิด ระหว่างนี้กลุ่มที่อยู่ในข่ายยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามปกติ
ยึดตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย สิ่งที่จะทำได้จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบ คงเป็นกระบวนการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงภายใน ที่สามารถทำคู่ขนานไปกับการตรวจสอบของป.ป.ช.ได้ แม้ว่าระยะเวลาในการทำงานขององค์กรตรวจสอบสุจริตต้องใช้เวลานาน 3-6 เดือน แต่กรณีนี้ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว ใครที่ได้ตำแหน่งมาโดยไม่สุจริตย่อมรู้แก่ใจ เมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม แล้วพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้ทุจริตจริง ต้องยอมรับกับผลที่จะตามมา
อรชุน