
พาราสาวะถี
คนใช้รถคงรู้สึกดีใจ พร้อม ๆ กับการตั้งคำถามต่อการที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกบน.มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด
คนใช้รถคงรู้สึกดีใจ พร้อม ๆ กับการตั้งคำถามต่อการที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกบน.มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด โดยปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 และ B20 ลง 2.56 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่เช้าวานนี้ (8 กรกฎาคม) ทำไมจึงดำเนินการกันได้ล่าช้า ต้องรอให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้สั่งการก่อนหรืออย่างไร ทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงมามากแล้ว
จะอ้างเหตุผลอะไรมาอธิบาย คนส่วนใหญ่คงได้แต่รับฟังแบบผ่าน ๆ ถึงอย่างไร การตัดสินใจเหล่านี้ก็แล้วแต่ผู้มีอำนาจและนายทุนที่จะรับส่งสัญญาณกัน เห็นกันอยู่ช่วงสถานการณ์สู้รบทันทีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้น ก็มีการขึ้นราคากันแบบฉับพลันและมหาโหด แต่เมื่อมีการลดราคาลงมาก็ปรากฏว่า มีการดึงจังหวะ อ้างโน่นนี่นั่นสารพัด พอจะเข้าใจได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องหลายประการ จึงไม่สามารถที่จะลดลงในทันทีทันใดได้
กรณีนี้นักวิเคราะห์ของสิงคโปร์น่าจะอธิบายให้เห็นภาพมากที่สุด การปรับราคาน้ำมันเป็นผลจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Rocket and feathers” หรือ “จรวดกับขนนก” ในช่วงราคาขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนจรวด แต่ช่วงที่ราคาลงตัวเลขกลับค่อย ๆ ปรับตัวลงอย่างช้า ๆ เหมือนตอนขนนกร่วง ภาษาที่สวยหรูสำหรับผู้ประกอบการหรือนายทุนก็คือ ต้องรอดูสถานการณ์ให้แน่ใจว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงอย่างต่อเนื่องจริง จึงจะยอมลดราคาเพื่อรักษาผลกำไรและรองรับความเสี่ยงที่ยังไม่แน่นอนในอนาคต
คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการก้มหน้ารับชะตากรรม สุดแท้แต่ผู้มีอำนาจและนายทุนจะเป็นผู้กำหนดสำหรับเรื่องราคาน้ำมัน หลังจาก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงานขานรับคำสั่งของอนุทินโดยทันทีต่อการลดราคาน้ำมัน น่าจะทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจต่อประชาชนในภาพกว้าง พอจะลดทานกระแสความร้อนแรงทางการเมืองทั้งเรื่องของทุจริตสอบท้องถิ่น และปัญหาความขัดแย้งภายในของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะยืนยันกันอย่างไรตั้งแต่เสี่ยหนูไปจนถึงแกนนำคนสำคัญ แต่คนยังคงปักใจเชื่อว่า มีภาวะระหองระแหงเกิดขึ้นจริง
ยิ่งประเด็นทุจริตท้องถิ่น หลังจากปลัดมหาดไทยมีการเซ็นคำสั่งย้าย 5 ข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือสถ.ตั้งแต่ระดับอธิบดีลงไป ยิ่งทำให้เกิดคำถามเป็นการโยนภาระรับผิดชอบพ้นไปจากฝ่ายการเมืองเช่นนั้นหรือ ถ้าดูจากกระบวนการที่ทำไปก็เป็นเช่นนั้น ตัดความเชื่อมโยงกันไปได้ แต่ในแง่ของความเป็นเด็กในคาถาของใครต่างหาก ที่ชวนให้เกิดปุจฉาตามมาว่าแล้ว ฝ่ายที่คุ้มกะลาหัวคนเหล่านี้อยู่ จะไม่ติดใจต่อการเอาจริงเอาจัง และสั่งการเด็ดขาดของเสี่ยหนูอย่างนั้นหรือ
เหมือนเป็นการไม่ไว้หน้า และเป็นการจัดการภาวะล้ำเส้นอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน ก็มีการมองว่ากรณีนี้ถ้ามองให้ดี อาจไม่ใช่ การลงดาบเพื่อทำให้เห็นว่ามท.1 มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ในการให้คุณให้โทษกับข้าราชการกระทรวงคลองหลอดทุกระดับ นี่อาจจะเป็นการช่วยตัดไฟแต่ต้นล้มเพื่อไม่ให้ลุกลามไปถึงฝ่ายการเมืองที่หนุนหลังขบวนการทุจริตดังกล่าว เพราะพฤติกรรม และมูลค่าความเสียหายที่ประเมินสูงถึง 4,500 ล้านบาทนั้น ลำพังข้าราชการที่ในเบื้องต้นคนระดับอธิบดีมีชื่อพัวพันคงไม่กล้าขนาดนั้น
ไม่ว่าผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย โดยสถ.จะมีบทสรุปออกมาอย่างไร สุดท้ายก็ต้องรอกระบวนการของป.ป.ช.อยู่ดี เนื่องจาก การชี้มูลความผิดลงโทษข้าราชการกังฉินนั้นเป็นอำนาจโดยตรงขององค์กรป้องกันและปราบปรามการทุจริต สำคัญไปกว่านั้นคือ ต้องให้ข้อมูลที่ออกมาตรงกัน ขณะที่บางอย่างที่เป็นการขุดคุ้ยในเชิงลึก พบว่าทางสถ.ไม่ได้มีข้อมูลเหมือนที่ป.ป.ช.มี ดังนั้น การสรุปเบื้องต้นจึงทำเท่าที่ตรวจพบไปก่อน แต่จำเป็นต้องสื่อสารให้สาธารณชนรับรู้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของฝ่ายการเมือง
การเผชิญกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่องที่เอง เป็นเหตุให้อนุทินต้องหาทางเปิดเกมรุกเพื่อสลัดตัวเองให้พ้นจากการถูกต้อนเข้ามุม เรื่องการปรับลดราคาน้ำมัน รวมไปถึงการปรับครม.ล้วนแต่เป็นจังหวะที่จะต้องปล่อย สร้างกระแสเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เมื่ออ่านเกมกันได้ว่า เป็นข่าวปล่อยที่มีความเป็นไปได้น้อยว่าจะเกิดขึ้นจริง จึงจะเห็นได้ว่าบรรดาสื่อกระแสหลักทั้งหลายไม่ได้ตามขุดคุ้ยต่อว่ารายชื่อของรัฐมนตรีที่จะถูกเปลี่ยนตัวเป็นใครบ้าง
จะเห็นได้ว่า ข่าวที่เกิดขึ้นมันผิดธรรมชาติของการปรับครม. หากจะมีการเขย่ากันจริงต้องพ่วงมาด้วยชื่อของคนที่จะถูกปรับ และคนใหม่ที่จะมาแทน ครั้งนี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น นั่นหมายความว่ายังเร็วไปที่จะขยับ เป็นไปตามที่เสี่ยหนูบอกกับนักข่าวเรื่องการประเมินผลการทำงานยังคงทำต่อเนื่อง แต่เรื่องการปรับครม.ต้องขอเวลาให้กับรัฐมนตรีอีกระยะหนึ่ง 3 เดือนที่ผ่านไป ถือว่าพ้นช่วงทดลองงานไปแล้ว ใครมีผลงานหรือไม่จึงส่งสัญญาณผ่านคำเตือนที่ว่า ให้รัฐมนตรีทุกคนประชาสัมพันธ์ผลการทำงานให้สังคมรับรู้ว่าแต่ละกระทรวงได้ทำอะไรได้บ้างแล้ว
พูดง่าย ๆ คือให้ตีปี๊บแสดงศักยภาพของแต่ละคน หลังจากนี้อาจจะให้โอกาสอีกเพียงแค่ 1 เดือนหรือมากที่สุดไม่เกิน 3 เดือน จะเข้าสู่โหมดประเมินผลงานจริงจัง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจจะปรับครม.กันหรือไม่ ส่วนของเพื่อไทยด้วยตำแหน่งที่ได้ และการจัดวางตัวบุคคลที่เหมาะสมไปแล้ว จึงอาจไม่จำเป็นต้องปรับ แต่ภูมิใจไทยหลังจากข่าว 2น.ขัดขากันเอง เหล่าแกนนำกลุ่มก๊วนต่าง ๆ ก็เริ่มขยับส่งสัญญาณผลักดันคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในสังกัด ให้ได้ขึ้นชั้นไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกันบ้าง เป็นธรรมชาติของเหล่าขาใหญ่จากกลุ่มบ้านใหญ่ทั้งหลาย ยอมหยวนกันได้ในช่วงตั้งต้นรัฐบาลเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็ต้องยื่นคำขาด
อรชุน