พาราสาวะถี

ใครจะเชื่อว่าเป็นแค่มือลั่น กรณีที่เฟซบุ๊กส่วนตัวของ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แชร์โพสต์จากเพจพรรคเพื่อไทย FC


ใครจะเชื่อว่าเป็นแค่มือลั่น กรณีที่เฟซบุ๊กส่วนตัวของ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แชร์โพสต์จากเพจพรรคเพื่อไทย FC ที่ระบุว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบทบาทช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่เสี่ยหนูจะเดินทางเยือนแดนเสือเหลือง เรื่องพรรค์นี้คนระดับผู้นำประเทศจะมากดแชร์แบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าจะอ้างเรื่องความพลั้งพลาด เผลอกดหรืออย่างไร ถ้ามองย้อนกลับไปจุดตั้งต้นที่เคยบอก บิ๊กแม้ว-เสี่ยหนู ต่างมีจุดยึดโยงร่วมกัน ย่อมเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่มือลั่นแน่นอน

เหมือนกับที่อนุทินยืนยันต่อการเดินทางทัวร์พบผู้นำประเทศย่านอาเซียนของทักษิณ โดยเฉพาะการได้พบกับ ปราโบโว สุเบียนโต ประธานาธิบดี ร่วมกับ ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร ชินวัตร น้องสาวและลูกสาวสุดที่รัก ไม่ใช่เรื่องการวัดพลังทางการเมือง แต่เป็นความเคลื่อนไหวส่วนตัวที่มีอิสระ ซึ่งต้องยอมรับว่าในฐานะอดีตผู้นำประเทศที่ประสบความสำเร็จ ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทยถือว่า มีมิตรที่เป็นทั้งอดีตผู้นำและผู้นำประเทศในแถบอาเซียนแทบทุกประเทศ

เสียงวิจารณ์คงจะมีน้ำหนักและได้รับแรงสนับสนุนในทางลบได้ หากนายใหญ่ได้ไปพบกับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา เพราะนั่นไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศไทย แต่การเดินทางไปพบปะกับผู้นำไม่ว่าจะเป็น อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย กับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ถือว่าน่าจะเกิดผลดีต่อรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ เพราะความเป็นรัฐบาลบางเรื่องเวลาพูดคุยอาจต้องมีขั้นตอน หรือติดปัญหาบางประการ แต่การคุยกันเป็นการส่วนตัว สามารถที่จะรับปากและผลักดันช่วยเหลือกันได้ดีกว่า กรณีนี้เสี่ยหนูน่าจะรู้ดี

สู้เก็บเอาความสงสัย หรือคลางแคลงใจต่อเรื่องแบบนี้ ไปใช้ในประเด็นที่เป็นปัญหาสั่นคลอนพรรคสีน้ำเงินและเสถียรภาพของรัฐบาลจะดีกว่า ปมทุจริตสอบท้องถิ่นน่าจะพอเบาใจลงได้บ้าง เมื่อดูโทนทางจากกระบวนการที่ดำเนินการกันอยู่ ไม่น่าจะมีผู้รับผิดชอบที่มากไปกว่าข้าราชการระดับอธิบดีแล้ว จึงแทบจะไม่ต้องกลัวว่าประเด็นนี้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองใด ๆ ได้ เรื่องการฮั้วสว.ที่อยู่ในมือของกกต.เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า

เมื่อมองไปยังพยาน หลักฐาน รวมถึงองคาพยพที่ร่วมกันตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว แม้ว่าจะมีความพยายามในการที่จะหาหนทางเพื่อเป่าเรื่องนี้ก็ตาม ความเห็นของ พันตำรวจเอกทวี สองส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้ว่า ในการสอบสวนหลักฐานทั้งหมดอยู่ในกกต. มีการนำภาพหลักฐาน กล้องวงจรปิด และภาพอีกประมาณ 200 ล้านภาพ เพราะในพยานหลักฐานที่ระบุมา ถ้าเลขเหมือนกัน กาเหมือนกัน 5 เบอร์ เปรียบเหมือนกันหาเม็ดทราย 1 เม็ดในจักรวาลยังง่ายกว่าที่จะกาเหมือนกันใน 200 คน ซึ่งภาพในกล้องปรากฏแล้ว

การตรวจสอบเพื่อยืนยันเรื่องนี้ ถ้าไปดูที่ระเบียบกกต.ว่าด้วยการเลือกสว.ข้อ 146 คือ ยังไม่ให้ทำลายบัตรเลือกสว.สามารถไปเปิดหีบได้ เพื่อดูว่าในกลุ่มนี้หากเหมือนกันก็ชัดเจน เชื่อว่ากลุ่มที่มีโพลคะแนนจะเด้งขึ้นไปประมาณ 50-70 กว่า แต่ถ้ากลุ่มที่ไม่มีโพยจะมาอยู่ในกลุ่มที่ 18, 19, 20 ซึ่งมีช่องว่างเยอะมาก โดยหัวหน้าพรรคประชาชาติมองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ขอให้กกต.รับฟังเพราะเป็นโอกาสและความท้าทาย กกต.ควรทำความสะอาดประเทศไทยเรื่องการเลือกตั้ง ขอให้เปิดหีบบัตรเพื่อความบริสุทธิ์ โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย

เชื่อว่าหากมีการเปิดหีบบัตรเลือกสว.จะใช้เวลาแค่ครึ่งวัน ในการที่จะใช้นักคณิตศาสตร์พิสูจน์ตัวเลขที่เรียงกันเหมือนกัน 5 ตัว โดยพิสูจน์ทั้งกลุ่มที่ลงคะแนนตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะเลือกตั้งท้องถิ่นยังสามารถเปิดหีบได้ สิ่งสำคัญคือ มีการดำเนินคดี 7 ข้อหากับพรรคการเมืองและสส.ที่ไปช่วยเหลือสว.ประมาณ 22 คน ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐบาลและเป็นคณะรัฐมนตรี การพิสูจน์เหล่านี้ง่ายมากใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ เมื่อตรวจสอบพบก็นำกลุ่มบุคคลเหล่านี้ออก คนส่วนใหญ่คงเห็นตรงกันกับหัวหน้าพรรคประชาชาตินั่นก็คือ ขณะนี้ฝ่ายกุมอำนาจจะกินรวบ แต่สถาบันศาลยุติธรรมคนเหล่านี้ยังทำไม่ได้ ดังนั้น ต้องทำยังไงก็ได้ให้เรื่องนี้ถึงศาลยุติธรรม

ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.มองว่า ข้อมูลวันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกให้กกต.ชุดปัจจุบันรู้ว่า หากตัดสินวินิจฉัยโดยไม่สุจริตเอื้อต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่มีที่ยืนในสังคม วันนี้ทำให้เห็นเส้นเรื่องซึ่งมีความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นในการออกแบบของกกต.การระดมคนไปสมัคร การเลือกไขว้ การจัดหาค่าเดินทาง ค่าที่พักการจัดเลี้ยง การทำโพย การนัดประชุม ทั้งหมดเป็นภาพของเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบเลือกสว.

ฐานะอดีตกกต.สมชัยมองว่า การเลือกสว.มีความผิด 8 ประการ ได้แก่ การจ้างสมัครหรือออกค่าสมัคร การจัดเลี้ยง การจัดหาที่พักจัด ค่าเดินทาง มีการพูดถึงชื่อโรงแรม ทั้งหมดนี้ถือว่าผิดทั้งหมดเพราะเป็นการสัญญาว่าจะให้ ประการต่อมาคือ การพูดว่าจะมีการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ซึ่งความจริงไม่น่าจะผิด แต่ศาลฎีกาชี้แล้วว่าผิด เช่นเดียวกับ การเสนอประโยชน์ อาทิ เป็นโหวตเตอร์แล้วจะให้ตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งผู้ช่วย สส. สว.ซึ่งถือว่าเป็นการสัญญาว่าจะให้

ความผิดต่อมาคือจัดตั้งเป็นคณะบุคคล วางแผนดำเนินการ มีกระบวนการการจัดการเพื่อให้เกิดคะแนนเสียง การมีโพยถ้าจดว่าจะเข้าไปเลือกใครเบอร์อะไร ถ้าจดเพื่อกันลืมไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าเป็นโพยสำเร็จรูป มีการเตรียมพร้อมมาก่อนเท่ากับมีกระบวนการจัดการเกิดขึ้นแบบนี้ถือว่าผิด คนที่ได้คะแนนตามโพยหากพิสูจน์ว่ามีการจัดตั้งก็ถือว่ามีความผิด สุดท้ายสส.-พรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้วสว.ถือว่ามีความผิด ถือเป็นกระบวนการที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าหลักฐานชัดขนาดนี้ กกต.ยังบอกไม่ผิดคงต้องเตรียมตัวย้ายที่อยู่ไปนอนในคุกกันได้

อรชุน

Back to top button