
พาราสาวะถี
เห็นตัวเลขการตัดสิทธิ์ผู้ถือบัตรคนจนและคนที่สมัครใหม่จาก ยอดผู้ขอรับสิทธิ์จำนวน 18.8 ล้านคน เหลือ 9.51 ล้านคน
เห็นตัวเลขการตัดสิทธิ์ผู้ถือบัตรคนจนและคนที่สมัครใหม่จาก ยอดผู้ขอรับสิทธิ์จำนวน 18.8 ล้านคน เหลือ 9.51 ล้านคน นั่นหมายความว่า ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ถึง 9.3 ล้านคน คงไม่ต้องบอกว่าจะมีผลต่อฐานเสียงสนับสนุนรัฐบาลขนาดไหน โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยได้แล้วถูกปัดตก ถ้ารัฐบาลยืนกรานที่จะเดินหน้าตามนี้ ถือเป็นความกล้าหาญ ใครที่ไม่ผ่านก็ไปยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการ จะได้สิทธิ์กลับมาเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ที่เข้าเงื่อนไขหรือไม่ และ รัฐบาลเงินมีพอที่จะจ่ายกับจำนวนที่เพิ่มหรือเปล่า
ฟังจากเสียงโอดครวญของผู้ถูกตัดสิทธิ์ กระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นเข้าใจว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่วางไว้ ใครเข้าเกณฑ์ข้อไหนก็ถือว่ากันไปตามนั้น สิ่งหนึ่งเมื่อเกิดการยื่นอุทธรณ์คงต้องเป็นเรื่องที่ฝ่ายปฏิบัติจะต้องลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น เพื่อแยกแยะให้ชัดระหว่าง “คนยากคน” กับ “คนอยากจน” เพราะในสังคมชุมชน หมู่บ้าน ย่อมรู้ดี คนถูกตัดสิทธิ์มีชื่อครอบครองมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ หลายสิบปี หรือรถยนต์บุโรทั่ง แต่คนได้สิทธิ์ขับรถหรู มีที่อยู่โอ่อ่า เช่นนี้ย่อมเกิดคำถาม และ อาจลามกลายเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์ได้
เชื่อว่าคนที่พร้อมจะยอมถอยอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล คงมีข้อสั่งการเพื่อลดแรงเสียดทานไม่ให้กระทบต่อฐานเสียงที่เคยหนุนมากเกินไป สุดท้ายคงต้องฟังการชี้แจงจากรัฐมนตรีผู้แบกรับภาระสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับรัฐบาลอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ในฐานะคนกำกับดูแลนโยบายนี้โดยตรง ข้อมูลจากการเปิดลงทะเบียนหนนี้ ถ้าเก็บรายละเอียดกันให้ครบถ้วนก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ตัวเลขคนจนที่แท้จริงจะได้รับการพิสูจน์
ไม่ทราบว่าฐานข้อมูลที่รัฐบาลมีจัดเก็บกันแบบไหน ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด เพราะจากตัวเลขของธนาคารโลกที่ได้ประมาณการคนยากจนของประเทศไทยไปเมื่อปี 2567 หรือเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ามี จำนวนลดลงเหลือแค่ 8.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือตีเป็นตัวเลขคือมี คนยากจนอยู่ที่ 5.4 ล้านคน เมื่อเทียบกับตัวเลขจากสูตรลงทะเบียนเข้มข้นของรัฐบาลที่เหลือผู้รับบัตรคนจน 9.51 ล้านคน ถือว่ายังมีความต่างอย่างมีนัยสำคัญ
มีความเป็นไปได้ว่าตลอดระยะเวลาของ สถานการณ์ทางการเมือง ความขัดแย้งภายใน และปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบกันไปทั่วโลก เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในห้วงระยะเวลาดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ย่อมชวนให้เกิดคำถามตามมา ในแง่ตัวเลขคนยากจนที่พบว่ายังสูงกว่าที่เวิลด์แบงก์ได้ประมาณการไว้ ต้องไปดูว่ามีข้อบกพร่อง หรือตกลงจากการตั้งเงื่อนไขตรงไหน จะต้องทำให้ต่ำลงเพื่อกำจัดปัญหางบประมาณที่จะต้องทุ่มไปกับการดูแลเพื่อไม่ให้เป็นภาระรัฐบาล ได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน หากตัวเลขดังกล่าวคนยากจนสูงกว่าที่ธนาคารโลกมองไว้จริง สะท้อนว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยมีปัญหา ผลกระทบจากเศรษฐกิจรุนแรง คนเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า นั่นจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข จะฟื้นฟูชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างไร จัดระเบียบบัตรคนจน คู่ขนานไปกับนโยบายไทยช่วยไทยพลัส มันแค่บรรเทาปัญหาหรือชะลอความเสียหายไว้เบื้องต้นหรือไม่ จะต้องมองไปถึงการแก้ไขในระยะยาว และยั่งยืน เพราะอายุของรัฐบาลอำนาจเต็มเพิ่งเริ่มเตาะแตะแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นเอง
ภายใต้ปัญหาที่รุมเร้านับตั้งแต่เข้ารับอำนาจ ความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่น มองไปเฉพาะรัฐมนตรีภายใต้สีเสื้อพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าเสี่ยหนูน่าจะเห็นถึงความไม่ปกติหลายประการ แยกเป็นกลุ่มก้อนของรัฐมนตรีมีสังกัดฉายภาพชัดเจนคือ สายตรงนายกรัฐมนตรี เด็กในคาถาบ้านใหญ่บุรีรัมย์ของ เนวิน ชิดชอบ และแก๊งลูกเทพ ช่วงเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ชี้ได้แล้วว่า ใครคือคนที่เข้ามาทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ใครเข้ามาเพื่อหวังกอบโกย แสวงหาผลประโยชน์
การกระตุ้นให้เหล่าเสนาบดีเร่งประชาสัมพันธ์ผลงานตัวเอง แม้จะทำให้เสี่ยหนูหน้าบานได้ แต่ต้องอย่าลืมสิ่งที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ที่ยอมทิ้งพรรคของพ่อมาเข้าชายคาพรรคสีน้ำเงินว่าไว้ บางคนเก่งนำเสนอผลงานแต่ไม่ทำงาน ถ้าเป็นเช่นนั้นมันเท่ากับการสร้างภาพ ลวงโลก เหล่านี้เป็นการบ้านที่ทีมหลังบ้านของท่านผู้นำจะต้องนำไปวิเคราะห์เพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ถ้าต้องการจะอยู่กันยาว ๆ มิเช่นนั้น กลายเป็นว่า ผลงานที่ 3 รัฐมนตรีเดอะแบกซึ่งกระเตงกันมาตั้งแต่รัฐบาลอายุสั้นไม่มีค่าให้จดจำ หรือทุ่มเททำงานแบบสูญเปล่า
ปัญหาที่ถาโถมใส่รัฐบาล หลังแสดงท่าทีขึงขัง เข้มข้น เด็ดขาดกับเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น อนุทินดูเหมือนจะเบาใจได้ระดับหนึ่งถึงแรงกระแทกที่จะพุ่งใส่ฝ่ายการเมือง แต่มีเรื่องใหม่ที่โผล่ขึ้นมาให้หนักอกอีก กับกรณี ขบวนการพ่อทิพย์ เป็นการจ้างคนไทยให้จดทะเบียนรับเป็นพ่อเด็กต่างชาติ แน่นอนว่า ความคิดแบบนี้หนีไม่พ้นพวกจีนเทา เพื่อให้เด็กที่คลอดโดยหญิงสาวชาวจีนได้สวมสัญชาติไทย เรื่องพรรค์นี้ถือเป็นความเสียหาย มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติโดยตรง
เรื่องนี้ เกิดมาจากช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยให้ชายไทยรับจ้างยอมรับเด็กของผู้หญิงที่อุ้มท้องเป็นลูกของตนเอง ทั้งที่ไม่ใช่ลูกจริง โดยเจ้าหน้าที่เองก็ไม่มีหลักฐาน หรือเหตุที่ทำให้สงสัย นั่นจึงทำให้เกิดขบวนการดังกล่าว ทำกันเป็นระบบมีนายหน้า ผู้จัดหา ตัวเดินเกมสำคัญคือฝ่ายประสานกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่น เรียบร้อย สุดท้ายคือ คนจ่ายเงิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่อคนก็ไม่น้อยไปกว่ากรณีทุจริตสอบท้องถิ่น ตัวเลขใกล้เคียงกันบางรายทะลุไปถึงหลักล้านบาท งานนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยแต่พันกับอีกหลายหน่วยงาน ถ้าไม่รีบจัดการก็จะเป็นอีกปมที่ทำให้เสี่ยหนูต้องกุมขมับ
อรชุน