พาราสาวะถี

เป็นไปตามคาดก่อนการประชุมครม.วานนี้ (20 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล เรียก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง


เป็นไปตามคาดก่อนการประชุมครม.วานนี้ (20 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล เรียก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้เกี่ยวข้องหารือ ชัดเจนว่าเป็นการถกปม ปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน

ตัวเลขที่บอกไปวันก่อน มีผู้ถูกตัดสิทธิ์จากการลงทะเบียนทั้งหมด 9.3 ล้านคน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังกระหึ่มเมือง กลายเป็นว่า คนยากจนจริงถูกปรับตก คนอยากจนจำนวนไม่น้อยได้รับสิทธิ์ เช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เหมือนกรณีใช้เกณฑ์คนที่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ ถือว่าฐานะดีโดยไม่ได้มองไปที่ว่ารถที่ครอบครองนั้นอายุกี่ปีแล้ว เรื่องนี้ทางกระทรวงคมนาคมจึงเสนอว่าผู้ที่มีชื่อครอบครองรถยนต์อายุเกิน 20 ปีขึ้นไป มอเตอร์ไซค์เกิน 15 ปีขึ้นไป ถือว่าอยู่ในข่ายได้รับสิทธิ์บัตรคนจน

ฟังเอกนิติอธิบายเข้าใจได้ คนส่วนใหญ่เข้าใจเช่นกันว่า ความเข้มงวดที่เกิดขึ้นเพื่อ ต้องการนำคนใหม่ และคนจนจริงที่ไม่ได้อยู่ในระบบเดิมเข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งการจัดระเบียบหนนี้สามารถนำ คนที่ตกสำรวจเข้าสู่การได้รับสิทธิ์บัตรคนจน 2.3 ล้านคน ขณะเดียวกันการแยกคนจนปลอมหรือคนอยากจนที่มาอ้าง และรับสิทธิ์นั้น เป็นความถูกต้องที่จะดำเนินการ แต่วิธีการและกระบวนการตรวจสอบจะต้องละเอียดเพื่อไม่ให้คนจนที่แท้จริงได้รับผลกระทบ

ปัญหาที่เกิดรัฐมนตรีคลังก็ยอมรับ ประเทศไทยไม่มีฐานข้อมูลที่ทันสมัย เมื่อวางเกณฑ์ที่คิดว่ารัดกุมแต่ไม่ได้ใช้คนในกระบวนการตรวจสอบ ปล่อยให้ AI จัดการมันจึงเกิดเป็นแรงกระเพื่อมที่ร้อนถึงอนุทินต้องเรียกประชุม เพื่อปรับหลักเกณฑ์กันอีกกระทอก ทั้งที่ความจริง กรณีการครอบครองรถนั้นหากรอบคอบตั้งแต่แรก ก็ต้องประสานกับกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อคัดกรองข้อมูลว่า คนที่มีชื่อนั้นใช้รถมาแล้วกี่ปี บางคนซื้อรถมานานเพื่อใช้เดินทางไปทำงาน หรือเป็นยานพาหนะสำหรับทำมาหากิน เรียกว่าใช้จนกลายเป็นรถบุโรทั่ง แล้วถูกตัดสิทธิ์เช่นนี้มันก็ไม่ยุติธรรม

เช่นเดียวกัน การตรวจสอบความเป็นคนจนจริงหรือไม่ จำเป็นต้องใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ในเมื่อมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้นำชุมชนในพื้นที่แล้ว คนเหล่านี้สามารถเป็นตัวแทนในการที่จะยืนยันฐานะของลูกบ้านได้เป็นอย่างดี หากกลัวเรื่องการช่วยเหลือเพื่อหวังผลต่อความนิยม ก็ต้องวางกลไกตรวจสอบ และบทลงโทษที่หนักหน่วง ถ้าทำตั้งแต่ต้นแล้วปล่อยให้กลไกนี้ได้ทำงาน จะไม่เกิดคำถามอื้ออึงถึงการถูกตัดสิทธิ์อย่างที่เป็นอยู่

คำอธิบายของเอกนิติที่ว่า เห็นใจผู้ที่เดือดร้อนจริง และรัฐบาลจะเปิดขยายการอุทธรณ์สิทธิ์ พร้อมจะดูแลคนที่เดือดร้อนจริงที่สุด มันก็เป็นเหมือนคำแก้ตัวที่รู้ว่าผิดพลาดตรงไหน ไม่ต่างกับที่ไปบอกว่าแม้จะถูกตัดสิทธิ์ แต่สวัสดิการทั้งหมดมี 72 สวัสดิการ เช่น บัตรผู้สูงอายุ บัตรผู้พิการ เด็กเรียนฟรี ทุกคนยังได้สิทธิ์ตามที่ตัวเองจะได้ มันคนละเรื่องกัน ควรตัดจบที่รัฐบาลพร้อมรับฟัง แก้ไข และจะดูแลคนยากจริงที่แท้จริงให้ได้รับบัตรคนจน แค่นี้ฟังแล้วจะดูดี และเป็นการยืดอกยอมรับที่สง่างามมากกว่า

ช่วงนี้การประชุมครม.ทุกวันอังคารบรรดาข้าราชการแทบทุกหน่วยงานต่างเงี่ยหูรอฟังการมติเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นวงรอบที่จะต้องดำเนินการก่อนคนเก่าจะเกษียณอายุราชการภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ อีกหนึ่งกระทรวงที่ถูกเพ่งเล็งและมีกระแสเกิดขึ้นในเวลานี้ เนื่องด้วยเจ้าที่เก่าแรงนั่นก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับข่าวคราวที่ว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มีการย้ายล้างบางเด็กในคาถาของ ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเจ้ากระทรวงคนเดิม

โดยที่ผู้กองมันคือแป้งได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัววิจารณ์การโยกย้ายข้าราชการหนนี้ว่า เป็นเพราะไม่สนองนโยบายการเงินมากกว่าการงาน ทำให้สุริยะต้องตอกกลับทันทีว่า อำนาจหน้าที่ในการเสนอย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ นั้นเป็นของปลัดกระทรวง และปีนี้ มีผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเกษียณถึง 7 คน จึงจำเป็นต้องตั้งบุคคลมาทดแทน เมื่อปลัดกระทรวงฯ เสนอมาว่าพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ตนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ จึงให้ความเห็นชอบ

ในเชิงหลักการก็ต้องเป็นเช่นนั้นไม่ว่าจะยุคใดก็ตาม ความจริงทุกกระทรวงก็เป็นเช่นนี้ ส่วนเหตุที่กระทรวงเกษตรฯ กลายเป็นข่าวใหญ่โต อย่างที่เคยบอกไว้ นับตั้งแต่สุริยะนำทีมเข้ามาทำหน้าที่ก็เจอบททดสอบหลายอย่าง แรงต่อต้านที่ไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่มีการวางยาไว้ของคนเก่า แม้กระทั่งสื่อเองก็ตั้งแง่ โดยที่ไม่ต้องบอกว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ทั้งหมดเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ยิ่งเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับการได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง การกล่าวหามันง่าย ถามว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีหลักฐาน ใบเสร็จที่จะเอาผิดได้สักครั้งหรือไม่

งานนี้จึงน่าจะเป็นเพียงแค่การสร้างกระแสเพื่อดิสเครดิต แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ น่าสนใจไม่แพ้กันคงเป็นการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือ ก.ตร.ที่ตามกำหนดการเดิมบอกว่าจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (22 กรกฎาคม) โดยอนุทินจะนั่งหัวโต๊ะมีวาระสำคัญคือการเสนอชื่อผู้จะมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผบ.ตร.คนใหม่ ทั้งวงในและวงนอกต่างรู้กันว่า พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผบ.ตร.น่าจะนอนมา เหตุผลประกอบเรื่องอาวุโส ผลงานไม่เป็นปัญหา ที่เข้าตามากกว่าใครเพื่อนหนีไม่พ้นสายสัมพันธ์ทางการเมือง เพราะได้ชื่อว่าแน่นปึ้กกับพรรคสีน้ำเงินมาโดยตลอด

อรชุน

Back to top button