
พาราสาวะถี
ไม่ต้องแปลกใจกับภาพที่ถูกปล่อยโดย อนุทิน ชาญวีรกูล กับช็อตหวานชื่นร่วมเฟรม เนวิน ชิดชอบ กับ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เพื่อสยบข่าวความขัดแย้งของ 2 น. 1 พ.
ไม่ต้องแปลกใจกับภาพที่ถูกปล่อยโดย อนุทิน ชาญวีรกูล กับช็อตหวานชื่นร่วมเฟรม เนวิน ชิดชอบ ที่ปรึกษาผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย กับ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นายทุนของพรรค เพื่อสยบข่าวความขัดแย้งของ 2 น. 1 พ. นี่เป็นความต้องการชี้ให้เห็นว่าไม่เคยมีความบาดหมาง มีเรื่องกินแหนงแคลงใจใด ๆ ระหว่างแกนนำหลักทั้งสามคนของพรรค แต่คำถามที่สังคมอดสงสัยไม่ได้คือ ข่าวเกิดมาร่วมสองเดือน ทำไมถึงเพิ่งมามีภาพแบบนี้เกิดขึ้น
หากสัมพันธ์ยังคงเหนียวแน่น รักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนที่ผ่านมา พลันที่เกิดข่าวความขัดแย้งก็ต้องมีภาพในลักษณะเช่นนี้ปล่อยออกมาในทันทีทันใด กลับมีการปล่อยให้เวลาทอดยาวมาถึงวันนี้ นั่นหมายความว่า มันมีความไม่ลงรอยกันจริง และต้องเคลียร์กันนานเพื่อไม่ให้มีอะไรที่ค้างคาใจต่อกัน เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดากองเชียร์ชนิดไม่ลืมหูลืมตา ก็อย่าพึ่งเลี่ยนเพราะจะมีภาพหวาน ๆ กิจกรรมสานสัมพันธ์ของทั้ง 3 คน ปรากฏสู่สายตากันเป็นระยะ
คำพูดหรือการอธิบายของทั้งเสี่ยหนูและโกเกี๊ยะที่ว่า มีขบวนการข่าวปล่อยเพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือ และการเติบโตของพรรคสีน้ำเงินนั้น มันย่อมเป็นไปในโทนทางนี้อยู่แล้ว แต่ความจริง เป็นสิ่งที่รู้กันภายในมันเกิดอะไรขึ้น จึงทำให้ความสัมพันธ์ตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น นั่นเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างต้องการแสดงอำนาจ บารมี เหมือนอย่างที่บอกว่าเกิดการล้ำเส้นกันจนเกินงาม ทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจกระอักกระอ่วน และยังสร้างปัญหาในการบริหารงานด้วย
ไม่ต่างกันกับข่าวคราวด้านลบทั้งหลายที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นภายในกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ความรับผิดชอบโดยตรงของอนุทิน ถามว่าเป็นสิ่งที่สื่อหรือคนภายนอกไปสืบเสาะจนได้ข้อมูลลับมาเปิดเผย สร้างเป็นประเด็นทำให้เห็นความขัดแย้งของเหล่าแกนนำพรรคสีน้ำเงินอย่างนั้นหรือ ความจริงคือไม่ใช่ ทั้งหมดล้วนแต่มาจากสนิมเนื้อในตน คนที่เสียประโยชน์ คนที่ถูกข้ามหัวทั้งหลายต่างหากที่เป็นที่มาของข่าวที่เกิดขึ้น
ดังนั้น นับตั้งแต่เกิดข่าวฉาวโฉ่ ผนวกเข้าปมความขัดแย้งภายในของพรรคสีน้ำเงิน จึงเป็นช่วงจังหวะที่ผู้ซึ่งตกเป็นประเด็น ต่างนัดหมายเคลียร์ใจกันโดยตลอด ท้ายที่สุด ต้องหยุดตรงที่ภารกิจของอนุทินซึ่งได้รับคำสั่งมาในฐานะสายตรงอนุรักษ์นิยม อุตส่าห์ลงทุนลงแรงกันจนสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่าย ยึดอำนาจทุกกลไกที่ออกแบบมาโดยเผด็จการสืบทอดอำนาจ คสช.ได้แบบเบ็ดเสร็จ จะมาตกม้าตายกันด้วยปัญหาแย่งชิงอำนาจ ยิ่งชิงผลประโยชน์กันแบบนี้ไม่ได้
เมื่อ ผนังทองแดงกำแพงเหล็กคือไม้ตายของท่านผู้นำ ย่อมทำให้ส่วนที่เหลือไม่มีใครกล้าที่จะยอมหักไม่ยอมงอ หลังจากที่จัดกระบวนทัพ ปรับทัศนคติกันลงตัวแล้ว ภาพคอนเทนต์ของ 3 แกนนำพรรคสีน้ำเงินจึงประเดิมสู่สายตาประชาชน และจะตามมาอีกหลายระลอก ส่วนนักเลือกตั้งทั้งพรรคแกนนำ และพรรคร่วมสำคัญอย่างเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในโหมดที่จะต้องไปรับรู้เรื่องพรรค์นี้ มีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาทำงาน สร้างผลงาน และเก็บสะสมกระสุนกันให้เต็มที่เท่านั้น
การได้รับมติเอกฉันท์จากที่ประชุม ก.ตร.ให้นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.คนที่ 16 ของ พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา ชนิดนอนมา คงไม่มีปัญหาเรื่องคัดค้าน ร้องเรียนใด ๆ แต่ผลพวงของคนที่พลาดหวังทั้งที่เป็นรองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 อย่าง “บิ๊กไมค์” พลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี ที่ล่าสุดทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ประสงค์จะโอนย้ายข้ามหน่วย ขออยู่ในเก้าอี้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต่อไปจนเกษียณอีก 2 ปีข้างหน้านั้น ทำท่าว่าจะสร้างความปั่นป่วนให้กับแวดวงสีกากี
เป็นธรรมดาที่เมื่อมีคนสมหวัง ย่อมมีคนสมหวัง และประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาโดยตลอด ทุกการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่เฉพาะในแวดวงตำรวจ แต่แทบจะทุกส่วนราชการ เกี่ยวกับการข้ามหัวอาวุโส เมื่อผู้อาวุโสน้อยกว่าได้เลื่อนชั้นไปเป็นผู้บังคับบัญชาที่อาวุโสมากกว่า ฝ่ายที่ปูนบำเหน็จให้คนของตัวเองไปแล้ว ย่อมต้องหาทางเยียวยาเพื่อรักษาหน้าของคนที่ถูกเหยียบหัวขึ้นไป ดังนั้น การย้ายข้ามห้วยเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่อยู่ในระนาบเดียวกันเป็นการปลอบใจจึงถูกนำมาใช้แทบจะทุกยุคทุกสมัย
หนนี้ก็เช่นเดียวกันรายของบิ๊กไมค์ฝ่ายที่ทำให้เสียโอกาสก็จะหาทางออกที่สวยงามให้ ด้วยการเตรียมย้ายให้ไปโตที่อื่น เพราะอายุราชการที่เหลืออีก 2 ปี กับว่าที่ผบ.ตร.ที่เหลืออายุราชการอีก 7 ปี ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าระหว่างการทำงานจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือไม่ แต่เมื่อเจ้าตัวไม่ประสงค์ที่จะโอนย้ายถือเป็นโจทย์สำคัญของผู้ที่มาเข้ามากุมบังเหียนสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จะบริหารจัดการอย่างไร เนื่องจากยังต้องมีการโยกย้ายในระดับรองลงไปที่เมื่อมีหนึ่งคนไม่ยอมขยับ มันอาจจะทำให้เกิดภาวะคอขวดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันดีว่าในแวดวงสีกากีนั้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ธรรมดา ปม “ตั๋วช้าง” เป็นที่พูดถึงกันมาโดยตลอด และคนในวงการเดียวกันก็ยอมรับสภาพ เหมือนที่ พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมว่าไว้ ตำรวจที่ได้รับการโปรโมทล้วนเป็นเด็กดีกันมาตลอด คำว่า เด็กดีกับตำรวจดี มีความหมายต่างกันมาก ตำรวจดีรักษากฎหมายได้ ทำงานตามหน้าที่ แต่เด็กดี คือรับใช้เขาสั่งอะไรมาก็ทำ
ความเป็นจริงที่เจ็บปวด และแน่นอนว่าไม่มีทางที่ฝ่ายการเมืองที่เข้าไปบริหารอำนาจจะทำได้คือการปฏิรูปหรือรื้อโครงสร้างใด ๆ เพราะต้องเข้าใจว่า คนดี ตำรวจดี เด็กดี มันคนละเรื่องกัน การเติบโตในราชการส่วนใหญ่เป็นเด็กดี ในเมื่อหลักการแต่งตั้งข้ามอาวุโสได้รับการยอมรับ มันก็จะส่งผลกระทบต่อระดับล่างโดยไม่คำนึงถึงอาวุโส ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานจะหายไป เพราะระบบแบบนี้จะทำให้คนทำงานจริง เบื่อและลาออกไปเอง
อรชุน