พาราสาวะถี

พลันที่ อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ภาพ 3 คนหวานชื่น เป็นการยืนยันสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ เนวิน ชิดชอบ และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ


พลันที่ อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ภาพ 3 คนหวานชื่น เป็นการยืนยันสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ เนวิน ชิดชอบ และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แต่ก็ปรากฏโพสต์คู่ขนานจากภรรยาของบ้านใหญ่บุรีรัมย์อย่าง กรุณา ชิดชอบ ด้วยข้อความชวนสงสัย “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” จนมีคนเอาไปถามเสี่ยหนู ก่อนที่จะได้รับคำตอบในเชิงประชดประชัน ยันปัญหาของนนพ.เป็นเรื่องภายในคนนอกไม่ควร “เสือก” มิหนำซ้ำ ยังมีการกระแหนะกระแหนนักข่าวในทำนองไร้การศึกษาด้วยว่า นักข่าวต้องวิเคราะห์ การศึกษาช่วยอย่างหนึ่งคือทำให้เราวิเคราะห์ได้

จนเกิดเป็นข้อคำถามว่า หากเป็นรัฐมนตรีในสังกัดเพื่อไทยพูดในทำนองนี้ บรรดาคนในแวดวงสื่อ หรือสมาคมวิชาชีพคงจะออกมาวิจารณ์ หรือตักเตือนไปยังท่าทีของท่านผู้นำกันแล้ว แต่พอเป็นรัฐบาลเด็กเส้นจึงไร้ปฏิกิริยาใด ๆ ถือว่าขอกันกินไป แต่ประเด็นเรื่องของเมียเนวินโพสต์นั้น คงไม่ได้หมายถึงเสี่ยหนูกับพิพัฒน์และคนของพรรคภูมิใจไทย มีการตีความไปว่าน่าจะ เป็นการส่งสารไปถึงพรรคร่วมอย่างเพื่อไทยหรือไม่ ที่ทีมกุนซือหรือพวกหลังบ้านของพรรคสีน้ำเงินอาจมองว่า เป็นต้นตอของข่าวดังว่า

ดังนั้น นับตั้งแต่เกิดข่าวฉาวโฉ่ ผนวกเข้าปมความขัดแย้งภายในของพรรคสีน้ำเงิน จึงเป็นช่วงจังหวะที่ผู้ซึ่งตกเป็นประเด็น ต่างนัดหมายเคลียร์ใจกันโดยตลอด ท้ายที่สุด ต้องหยุดตรงที่ภารกิจของอนุทินซึ่งได้รับคำสั่งมาในฐานะสายตรงอนุรักษ์นิยม อุตส่าห์ลงทุนลงแรงกันจนสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่าย ยึดอำนาจทุกกลไกที่ออกแบบมาโดยเผด็จการสืบทอดอำนาจคสช.ได้แบบเบ็ดเสร็จ จะมาตกม้าตายกันด้วยปัญหาแย่งชิงอำนาจ ยิ่งชิงผลประโยชน์กันแบบนี้ไม่ได้

ส่วนสิ่งที่หลังบ้านเนวินสื่อออกมาถ้าจะตีความไปถึงเพื่อไทย เชื่อได้ว่าเสี่ยหนูไม่เห็นด้วยเป็นแน่ เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ยังไงเสียการร่วมงานกับเพื่อไทยก็ปลอดภัย และสร้างภาพที่ดีให้กับรัฐบาลมากกว่า ถ้าความต้องการของคนที่แสดงออกอย่างนั้น จะให้ไปดึงเอาพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า มาเสียบแทน เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ 192 เสียงของพรรคสีน้ำเงิน แต่เป็นเรื่องของโฉมหน้าของคนที่จะดึงมาร่วมต่างหาก ภาพด้านลบที่กำลังถูกรุมกระทืบอยู่เวลานี้จะยิ่งแย่เข้าไปอีกหากเขี่ยพรรคสีแดงทิ้งแล้วได้พรรคสีเขียวมาร่วม

เมื่อ ผนังทองแดงกำแพงเหล็กคือไม้ตายของท่านผู้นำ ย่อมทำให้ส่วนที่เหลือไม่มีใครกล้าที่จะยอมหักไม่ยอมงอ หลังจากที่จัดกระบวนทัพ ปรับทัศนคติกันลงตัวแล้ว ภาพคอนเทนต์ของ 3 แกนนำพรรคสีน้ำเงินจึงประเดิมสู่สายตาประชาชน และจะตามมาอีกหลายระลอก ส่วนนักเลือกตั้งทั้งพรรคแกนนำ และพรรคร่วมสำคัญอย่างเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในโหมดที่จะต้องไปรับรู้เรื่องพรรค์นี้ มีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาทำงาน สร้างผลงาน และเก็บสะสมกระสุนกันให้เต็มที่เท่านั้น

การได้รับมติเอกฉันท์จากที่ประชุมก.ตร.ให้นั่งเก้าอี้ผบ.ตร.คนที่ 16 ของ พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา ชนิดนอนมา คงไม่มีปัญหาเรื่องคัดค้าน ร้องเรียนใด ๆ แต่ผลพวงของคนที่พลาดหวังทั้งที่เป็นรองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 อย่าง “บิ๊กไมค์” พลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี ที่ล่าสุดทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ประสงค์จะโอนย้ายข้ามหน่วย ขออยู่ในเก้าอี้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต่อไปจนเกษียณอีก 2 ปีข้างหน้านั้น ทำท่าว่าจะสร้างความปั่นป่วนให้กับแวดวงสีกากี

เป็นธรรมดาที่เมื่อมีคนสมหวัง ย่อมมีคนผิดหวัง และประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาโดยตลอด ทุกการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่เฉพาะในแวดวงตำรวจ แต่แทบจะทุกส่วนราชการ เกี่ยวกับการข้ามหัวอาวุโส เมื่อผู้อาวุโสน้อยกว่าได้เลื่อนชั้นไปเป็นผู้บังคับบัญชาที่อาวุโสมากกว่า ฝ่ายที่ปูนบำเหน็จให้คนของตัวเองไปแล้ว ย่อมต้องหาทางเยียวยาเพื่อรักษาหน้าของคนที่ถูกเหยียบหัวขึ้นไป ดังนั้น การย้ายข้ามห้วยเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่อยู่ในระนาบเดียวกันเป็นการปลอบใจจึงถูกนำมาใช้แทบจะทุกยุคทุกสมัย

หนนี้ก็เช่นเดียวกันรายของบิ๊กไมค์ฝ่ายที่ทำให้เสียโอกาสก็จะหาทางออกที่สวยงามให้ ด้วยการเตรียมย้ายให้ไปโตที่อื่น เพราะอายุราชการที่เหลืออีก 2 ปี กับว่าที่ผบ.ตร.ที่เหลืออายุราชการอีก 7 ปี ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าระหว่างการทำงานจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือไม่ แต่เมื่อเจ้าตัวไม่ประสงค์ที่จะโอนย้ายถือเป็นโจทย์สำคัญของผู้ที่มาเข้ามากุมบังเหียนสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จะบริหารจัดการอย่างไร เนื่องจากยังต้องมีการโยกย้ายในระดับรองลงไปที่เมื่อมีหนึ่งคนไม่ยอมขยับ มันอาจจะทำให้เกิดภาวะคอขวดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันดีว่าในแวดวงสีกากีนั้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ธรรมดา ปม “ตั๋วช้าง” เป็นที่พูดถึงกันมาโดยตลอด และคนในวงการเดียวกันก็ยอมรับสภาพ เหมือนที่ พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมว่าไว้ ตำรวจที่ได้รับการโปรโมทล้วนเป็นเด็กดีกันมาตลอด คำว่า เด็กดีกับตำรวจดี มีความหมายต่างกันมาก ตำรวจดีรักษากฎหมายได้ ทำงานตามหน้าที่ แต่เด็กดี คือรับใช้เขาสั่งอะไรมาก็ทำ

ความเป็นจริงที่เจ็บปวด และแน่นอนว่าไม่มีทางที่ฝ่ายการเมืองที่เข้าไปบริหารอำนาจจะทำได้คือการปฏิรูปหรือรื้อโครงสร้างใด ๆ เพราะต้องเข้าใจว่า คนดี ตำรวจดี เด็กดี มันคนละเรื่องกัน การเติบโตในราชการส่วนใหญ่เป็นเด็กดี ในเมื่อหลักการแต่งตั้งข้ามอาวุโสได้รับการยอมรับ มันก็จะส่งผลกระทบต่อระดับล่างโดยไม่คำนึงถึงอาวุโส ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานจะหายไป เพราะระบบแบบนี้จะทำให้คนทำงานจริง เบื่อและลาออกไปเอง

อรชุน

Back to top button