พาราสาวะถี

สถานการณ์ทางการเมืองทำท่าว่าจะคลายตัวหลังจากปล่อยภาพสยบเกาเหลาระหว่าง 2น.1พ.


สถานการณ์ทางการเมืองทำท่าว่าจะคลายตัวหลังจากปล่อยภาพสยบเกาเหลาระหว่าง 2น.1พ. แต่เรื่องร้อนที่สร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อการบริหารบ้านของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำรัฐบาลยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง คดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ กระทบความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของประเทศจากการลงมือของคนร้ายโหดที่ ฆ่ายกครัว 3 ศพ และ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย แล้วนำไปฝังในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ร้อนถึงขนาดที่เสี่ยหนูต้องลงพื้นที่ไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งคลี่คลายคดีโดยเร็ว

ความวัวไม่ทันหาย เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ก็เกิดขึ้นอีก หลังจากก่อนหน้านั้นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถล่มเจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4509 กรมทหารพรานที่ 45 ขณะปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เสียชีวิต 5 นาย ล่าสุดเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ปะทะกับผู้ต้องสงสัยเป็นเหตุให้ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย เป็นการบ้านข้อใหญ่ต่อการแก้ไขปัญหาพื้นที่ด้ามขวานของรัฐบาล

เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เสี่ยหนูเพิ่งเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงาน รวมถึงการเตรียมพร้อมพูดคุยสันติภาพของคณะทำงานหลังจากที่มีการเลื่อนการพูดคุยออกไป ก็เกิดเหตุการณ์ดังว่านี้ขึ้น นั่นย่อมเป็นภาพสะท้อนว่า แนวทางที่รัฐบาลกำลังเดินอยู่เวลานี้ถูกต้องหรือไม่ งานด้านความมั่นคงจะต้องมีการทบทวนแผนการปฏิบัติ หรือต้องสังคายนากันหรือเปล่า เช่นเดียวกับเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว หรือชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

เรื่องเหล่านี้เสี่ยหนูจะปฏิเสธความรับผิดชอบ แล้วโยนให้เป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติไม่ได้ เพราะปัญหาด้านความปลอดภัยของประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ถือเป็นหน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง ไม่ได้มอบหมายของรองนายกฯ คนใดรับผิดชอบ และกรณีของการฆ่าโหดที่ชลบุรีนั้น เริ่มมีข้อเรียกร้องถึงการสังคายนากระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะบทลงโทษนักโทษที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์ เมื่อได้รับการลดหย่อน ผ่อนโทษ และปล่อยตัว แต่มากระทำผิดซ้ำก่อเหตุรุนแรงจะทำกันอย่างไร เพื่อไม่ให้พวกคนชั่วที่กลับตัวกลับใจไม่ได้มาเป็นภัยต่อสังคม

บทสัมภาษณ์ของอนุทินที่บอกกับนักข่าวหลังการลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี จะต้องไม่เป็นเพียงแค่ลมปากที่หวังความเชื่อมั่นจากประชาชนเท่านั้น แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติ กรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่อารมณ์ของคนไทยทั้งประเทศ แต่มันเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของกระบวนการดำเนินการต่อพวกใจบาปหยาบช้า ถึงขั้นที่เสี่ยหนูว่า จะไม่มีวันปล่อยจะเอาให้สาสมกับสิ่งที่คนร้ายทำ เพราะไม่ใช่แค่ 2 ศพ แต่มันคือ 5 ศพ ประชาชนคิดอย่างไร ตนก็คิดไว้อย่างนั้น แต่การเป็นนายกฯ พูดไม่ได้ แต่จะต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อย ต้องคอยดูกันว่าจะออกมากันในรูปแบบไหน

ข่าวคราวการปรับครม.เป็นอีกเรื่องที่เสี่ยหนูจะต้องหัวเสียกับการต้องคอยตอบคำถามรายวัน ส่วนหนึ่งต้องเข้าใจว่าช่วงนี้สภาปิดสมัยประชุม ทุกสายตาจึงโฟกัสมาที่ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นสำคัญ ประเด็นที่จะสร้างความสนใจ ภายใต้ภาวะที่เกิดแรงกระแทกรายวันเช่นนี้ จึงหนีไม่พ้นการเขย่าเก้าอี้ของเหล่าเสนาบดีร่วมคณะ ประกอบกับเกิดการประโคมข่าว “ดีลโมนาโก” มาคู่ขนาน มันจึงยิ่งเร้าความสนใจของผู้คนมากเข้าไปอีก

กรณีของดีลโมนาโกระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร กับ ธรรมนัส พรหมเผ่า นั้น มีความเป็นไปได้น้อยมาก ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการสลับขั้วทางการเมือง โดยมีฐานตั้งต้นจาก ดีลแดง-เขียว มาจากสมการการเมืองว่าด้วยตัวเลข สส.ที่มีอยู่เวลานี้ หากสองพรรครวมกันที่ 74 กับ 58 เสียง ผนวกเข้ากับพรรคประชาชน 118 เสียง ก็จะรวมตัวเลขได้ 250 เสียง ดึงเอาประชาธิปัตย์ กับพรรคเล็กพรรคน้อยที่แปรผันตามฝ่ายที่จะได้ เป็นรัฐบาลก็พลิกขั้วกันได้สบาย

แต่การเมืองภายใต้เงื้อมมือของกลไกเผด็จการสืบทอดอำนาจมันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เมื่อหันไปมองฝ่ายอนุรักษ์นิยม การผลักดันให้อนุทินได้เป็นนายกฯ จากรัฐบาลอายุสั้น จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ก็เป็นหลักฐานชัดแจ้งแล้วถึง พลังอำนาจที่ไม่ธรรมดา นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ว่าพรรคสีแดงไม่อาจที่ตีจากพรรคน้ำเงินได้ ยังไม่นับรวมเบื้องหลังระหว่าง บิ๊กแม้วกับเสี่ยหนูที่ได้รับคำสั่งตรงจะแยกจากกันไม่ได้ ยังไงก็ต้องประคับประคองให้รัฐบาลอยู่ได้นานที่สุด สร้างผลงานให้เป็นที่ปรากฏให้ได้

ตรงนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับพรรคนายใหญ่ เพราะรัฐมนตรีที่วางตัวไปร่วมรัฐบาลต่างสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ กลับกลายเป็นพรรคแกนนำเองที่เจอปัญหา ทำท่าว่าจะสะดุดขาตัวเอง ปมหลักก็มาจาก 2น.1พ. นั่นเอง 1 ภาพล้านความหมายที่ถูกปล่อยออกมา และช็อตร่วมงานที่นครศรีธรรมราชของ เนวิน ชิดชอบ กับ พิพัฒน์ รัชกิจประการ อาจดูเหมือนการลบรอยร้าวที่มีต่อกัน แต่ในเชิงลึกกลับพบว่าโปรแกรมที่วางไว้ ไม่ใช่เพื่อเคลียร์ใจระหว่างกัน หากแต่เป็นเรื่องแสดงพลังให้เห็นว่า ใครคือผู้วางหมาก คุมเกม กำกับดูแล สส.ภาคใต้ของพรรคอย่างแท้จริง

อย่างที่รู้กันภายในของพรรคสีน้ำเงิน การที่พิพัฒน์ถูกวางตัวในตำแหน่งสำคัญ ตั้งแต่รัฐบาลอายุสั้น ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลหนู 2 เป็นผลพวงจากการผลักดันของกุนซือบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แต่ปรากฏว่าหลังจากกลับมาตั้งรัฐบาลรอบนี้ งานที่เคยไว้วางใจในมือของโกเกี๊ยะถูกริบคืนไปอยู่ในความดูแลของเสี่ยหนูเองอย่างงานอีอีซี รวมทั้งมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมัน พลังงาน รวมทั้งโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เรื่องของ 2น. รุมสรัม 1พ. ทว่าเป็นเรื่องของการลดทอนพลังอำนาจที่เห็นว่าบารมีของนายทุนภาคใต้เริ่มจะแข็งแกร่งขึ้น ปล่อยไว้อาจจะเกิดการแข็งข้อจนยากที่จะควบคุมได้ นั่นเอง

อรชุน

Back to top button