
พาราสาวะถี
ยืนยันจากวงในพรรคภูมิใจไทย สัญญาณที่หลังบ้านของ เนวิน ชิดชอบ ส่งแรงหลังมีการเปิดภาพ 2น.1พ. ชื่นมื่น ไม่ใช่กระทบกระแทกไปยังเพื่อนร่วมรัฐบาลอย่างเพื่อไทย
ยืนยันจากวงในพรรคภูมิใจไทย สัญญาณที่หลังบ้านของ เนวิน ชิดชอบ ส่งแรงหลังมีการเปิดภาพ 2น.1พ. ชื่นมื่น ไม่ใช่กระทบกระแทกไปยังเพื่อนร่วมรัฐบาลอย่างเพื่อไทย แต่เป็นการ เตือนไปยังคนกันเองที่คิดจะเหิมเกริม ตีจากบารมีของสามีที่เคยคุ้มกะลาหัว เข้าใจได้ว่าด้วยความอึดอัดที่มีประสาผัวเมียย่อมได้ระบายกันบ้าง บังเอิญเป็นครอบครัวทางการเมืองและเป็นบ้านใหญ่เสียด้วย เมื่อคู่ครองทำท่าว่าจะโดนลูบคมจึง จำเป็นต้องส่งสัญญาณแรงเพื่อให้อีกฝ่ายได้เกิดอาการสำเหนียก
เป็นไปตามคาดการณ์ หลังจากนั้นก็จะปรากฏภาพหวานของคนในข่าวความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น สายสัมพันธ์ที่มีรอยปริแยก ความกินแหนงแคลงใจที่มันเกิดขึ้นแล้ว ต่อให้จะเคลียร์กันมา มันก็ยังมีปมให้ค้างคากันอยู่ เช่นเดียวกัน กรณีนี้ของ 1น.กับ1พ. ภาพที่เห็นอาจดูหวานชื่น โดยที่ข้างในไม่มีใครรู้ได้แฝงไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ เพื่อที่จะช่วงชิง แสดงบารมีในการกุมอำนาจสั่งการบรรดาสส. 32 ที่นั่งภาคใต้ของพรรคสีน้ำเงิน
การขยายฐานเสียง สร้างความนิยม จนสามารถกวาดเก้าอี้สส.ภาคใต้มาเป็นอันดับหนึ่งนั้น ชัดเจนว่า มาจากความพยายามปูทาง จนสามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงผ่านการเคลื่อนโดยหัวขบวนในพื้นที่อย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ นายทุนของพรรค ความจริงคนข้างกายของโกเกี๊ยะอย่าง “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ถือเป็นนักการเมืองหญิงที่ใจถึง พึ่งได้ ถึงขั้นที่เหล่านักเลือกตั้งในท้องถิ่นไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ดันมาเจอวิบากกรรมตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตจากคดีเสียบบัตรแทนกัน จึงทำให้ผู้เป็นสามีต้องลุยเอง
จากที่ได้เตรียมการกันมาต่อเนื่อง บวกกับความไว้วางใจจากพรรค ได้แรงหนุนจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ทำให้เป้าหมายที่วางไว้ไม่ไกลเกินเอื้อม กระทั่งได้ก้าวเป็นรัฐบาลอายุสั้น ทำให้บรรดากระบวนยุทธ์ทางการเมืองที่จะใช้ในการเลือกตั้งด้วยความเข้าใจคนในพื้นที่ของโกเกี๊ยะกับเจ๊ะเปี๊ยะเป็นอย่างดี จนสามารถนำพาผู้สมัครคว้าชัยชนะได้อย่างงดงามจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา กลับกลายเป็นว่า เหมือนเป็นทุกขลาภ เพราะมันต้องแลกมาด้วยความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจจากคนที่เคยเคารพ นับถือกันมาก่อน
ด้วยปัจจัยที่ว่าฝ่ายหนึ่งมองเห็นว่าคนที่เคยควบคุมได้ เริ่มปีกกล้าขาแข็ง และเริ่มที่จะเปล่งแสง แสดงบารมี จนเกรงว่าจะทำให้เกิดการสร้างกลุ่มใหญ่ขึ้นมาสร้างพลังต่อรองในทางการเมือง และจะส่งผลให้ตัวเองหมดความหมายตามไปด้วย ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะกุมบังเหียนพรรคสีน้ำเงิน จริงอยู่ที่ว่าเคยได้รับการหนุนหลังมาจากกุนซือหมอผีเขมรไม่ต่างจากนายทุนพรรคภาคใต้ แต่ด้วยบุญพาวาสนาส่งที่เป็นสายตรงของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และพลังอันวิเศษที่สนับสนุน จึงทนไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
ด้านหนึ่ง 1พ.ก็เห็นว่าหลายงานที่มอบหมายกลับตาลปัตรเป็นตำบลกระสุนตก จึงจำเป็นต้องริบคืนเพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์รัฐบาล ขณะที่อีก 1น.จากเดิมที่มองแค่ว่าช่วยเข้ามาร่วมชี้แนะ ชี้นำการทำงานภายในกระทรวงมหาดไทย ทำไปทำมา กลายเป็นการล้ำเส้น เบ่งกล้ามโชว์ถึงขั้นที่จะผลักดันเด็กในคาถามากุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งหมดในกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกอาวุธโชว์เพื่อให้เกิดความเกรงใจกันบ้าง นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ว่า ทำไมข่าวเกาเหลาชามโตเกิดขึ้นตั้งนานถึงเพิ่งมาปล่อยภาพหวานกันแค่ไม่กี่วันที่ผ่านมา
ปัญหาภายในของพรรคสีน้ำเงินแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสายตรงอนุรักษ์นิยม เป็นที่ถูกอกถูกใจของพวกที่ออกแบบรัฐธรรมนูญ และกลไกอื่นเพื่ออุ้มสมให้อยู่กันยาว ๆ แต่ด้วยท่วงทำนองของการขับเคลื่อนที่เพิ่งก้าวผ่านรัฐบาลอำนาจเต็มมาเพียงแค่ 3 เดือนเศษ ทำให้เห็นว่าความใหญ่โตขึ้นมาของพรรคที่สนับสนุน ถ้าไม่รีบจัดการให้กระบวนการใช้อำนาจเป็นไปด้วยความระมัดระวัง มันจะทำให้พังกันทั้งองคาพยพ นั่นจึงเป็นโจทย์ที่ทำให้ เสี่ยหนูหนักอก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถ้าสางปมภายในให้สะเด็ดน้ำไม่ได้ อยู่กันอย่างสงบเหมือนเมื่อคราวเป็นพรรคต่ำร้อยไม่ได้ โอกาสที่จะสะดุดขาตัวเองล้มคะมำไม่เป็นท่าก็มีสูง
ขณะที่ประเด็นว่าด้วยดีลโมนาโก พรรคแดงพรรคเขียวสืบเสาะไปมาก็ทำให้รู้ว่า น่าจะเป็นข่าวที่ถูกปล่อยมาจากฝ่ายแกนนำรัฐบาลเอง เป็นการกระทืบเท้าขู่เตือนไปยังพวกในพรรค หากยังไม่เลิกทะเลาะ 193 เสียงก็ไม่มีความหมาย ซึ่งมันมาพร้อมกับข่าวการปรับครม. เหล่านี้ทางการเมืองอย่าได้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์กับคำยืนยันเรื่องไม่มี ไม่ปรับ เพราะขึ้นชื่อว่านักการเมืองให้ยึดถือทฤษฎีตรงข้ามเป็นหลัก จริงคือเท็จเท็จคือจริง ไม่ปรับไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น ทั้งหมดอยู่ที่การประเมินของท่านผู้นำ ถ้ายังไม่เลิกหาผลประโยชน์ หรือเคลื่อนไหวในทำนองล้ำเส้นกันเกินงาม ก็พร้อมที่จะเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรีกันได้ทุกเมื่อ
ส่วนเรื่องนี้น่าจะจบได้แล้ว หลังจากที่คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. มีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 เสียง ชี้ขาด นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ถือว่าเป็นการสละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.ไปโดยปริยาย เป็นเหตุให้ นายกฯ ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.
แต่ปรากฏว่ามีการยื้อด้วยการอ้างว่า 1 ในบอร์ดสรรหาฯ ขาดคุณสมบัติ คือ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร้อนถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานต้องนัดถกวาระพิเศษก่อนจะมีมติชี้ชัดว่าวิทัยเป็นกรรมการสรรหากสทช.โดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะตำแหน่งกรรมการสรรหายึดตามตำแหน่งผู้ว่าธปท.ไม่ได้ยึดตัวบุคคล เสี่ยหนูก็น่าจะเบาใจและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้ ส่วนอีกฝ่ายจะเล่นเกมยึดยื้ออย่างไรอีกหรือไม่นั่น ต้องติดตาม
อรชุน