
พาราสาวะถี
ดีลแดง-เขียวยังเป็นเรื่องคุยสนุกปากในแวดวงคนการเมือง ความเป็นไปได้เมื่อแยกสมการการเมืองแล้ว
ดีลแดง–เขียวยังเป็นเรื่องคุยสนุกปากในแวดวงคนการเมือง ความเป็นไปได้เมื่อแยกสมการการเมืองแล้ว อย่างที่บอกแนวโน้มเกิดขึ้นยาก โอกาสที่จะเกิดขั้วการเมืองส้ม–แดง–เขียว แทบจะไม่ต้องพูดถึง วิธีทางการเมืองว่าด้วยการฝากเลี้ยง แจกกล้วย ที่เฟื่องฟูในยุคเผด็จการสืบทอดอำนาจ คนที่เป็นตัวเดินเกมก็ถูกตัดพ้นไปจากวงโคจรของอำนาจ ดังนั้น มันจึงถูกนำกลับมาใช้ย้อนศรเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล เช่นเดียวกัน
ตัวเลข สส.ที่มาจากผลการเลือกตั้ง อาจถูกหยิบขึ้นมาเป็นตุ๊กตาเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ขนาดไหนหากจะเกิดการพลิกขั้วทางการเมือง แต่พลันที่มีการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยสายตรงอนุรักษ์นิยมกวาดเก้าอี้ได้เกินเป้า มันก็เกิดการเดินเกมในการแสวงหาเสียงสนับสนุนเพื่อค้ำยันเสถียรภาพของรัฐนาวาหนู 2 นอกเหนือจากเสียงของสส.ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ จนถึงเวลานี้ว่ากันว่าน่าจะมี บรรดาพวกฝากเลี้ยง พร้อมแสดงพลังยามที่รัฐบาลต้องการเสียงหนุนไม่น้อยกว่า 20 เสียง กันไปแล้ว
นั่นเป็นเพียงแค่จำนวนที่เห็นความเคลื่อนไหวสานสายสัมพันธ์ระหว่างความเป็นคนของพรรคฝ่ายค้านกับพรรคแกนนำรัฐบาล ยังไม่นับรวมพวกที่เล่นบทอีแอบซึ่งพร้อมจะแสดงตัวตนเมื่อยามฝ่ายดูแลต้องการอีกจำนวนหนึ่ง คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี แต่ยังมีการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในพื้นที่ควบคู่กันไปด้วย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนสีเสื้อในอนาคต เมื่อถึงเวลานั้นมูลค่าของการตอบแทนก็จะเป็นอีกระดับหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้จึงแทบจะยืนยันได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พรรคสีน้ำเงินกับเพื่อไทยก็จะร่วมหัวจมท้ายกันต่อไป ไม่ใช่เพียงแค่ระดับนำอย่างอนุทิน กับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ตัดกันไม่ขาด แม้แต่เหล่าแกนนำคนสำคัญของพรรคนายใหญ่ อย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หากย้อนไปดูตั้งแต่สมัยคราวเป็นรัฐมนตรียุคไทยรักไทย ช่วงที่ถูกซักฟอก และเกิดภาพของสุริยะท่องสคริปต์จนถูกจับได้ ต้องถามว่าใครเป็นกุนซือให้ถ้าไม่ใช่ เนวิน ชิดชอบ ที่เวลานั้นเป็นสายตรงคนโปรดของนายใหญ่ ให้ไปชี้ตัวว่าใครคือมือเขียนบทก็ยังได้
ถนนสายการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร โดยเฉพาะนักการเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเหล่าเซียนเหยียบเมฆย่อมรู้ทิศทางลมเป็นอย่างดี ยามนี้อย่างที่เห็นกันอยู่ รัฐบาลเด็กเส้นมีใครกล้าที่จะไปแตะ ขนาดกรณีเด้งปลัดกระทรวงยุติธรรมอย่าง พงษ์สวาท นีละโยธิน จนเจ้าตัวต้องยื่นใบลาออกจากราชการ รวมไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งหลาย ถามว่า ถ้าเป็นรัฐบาลเพื่อไทยน่าจะถูกวิจารณ์ และตรวจสอบถึงขั้นนำไปสู่การถอดถอนไปแล้ว แต่กับรัฐบาลนี้ทุกอย่างกลับเงียบสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพียงแต่ว่า หลังจากที่ได้เห็นการใช้อำนาจชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมกันไปแล้ว เสี่ยหนูเริ่มเห็นว่าหากปล่อยให้ดำเนินการตามอำเภอใจแบบนี้ มันจะกลายเป็นการผลักมิตรให้เป็นศัตรู หรือบ่มเพาะสร้างแรงแค้นให้กับเหล่าข้าราชการโดยไม่รู้ตัว จึงต้องเกิดการแตะเบรกกันบ้าง ไม่นับรวมเรื่องล้ำเส้น นั่นจึงเป็นเหตุให้เกิดปมความขัดแย้งภายในพรรคสีน้ำเงิน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมท่านผู้นำ เพราะดันทุรังไปไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย ยิ่งพวกที่อยู่ในช่วงกอบโกยยอมกลืนเลือดดีกว่าเอาแต่ใช้อำนาจ แสดงบารมี
การจับระเบียบรัฐบาลเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ เนื่องจากปลายเดือนนี้จะมีการเปิดประชุมสภากันแล้ว โดยสมัยประชุมนี้ฝ่ายค้านได้ประกาศแล้วว่าจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ประเด็นร้อนที่ปรากฏเป็นข่าว หากไม่สยบแรงกระเพื่อมภายในก็จะทำให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสนำไปขยายผล สั่นคลอนต่อความมั่นคงของครม.หนู 2 ได้ แค่ฉายภาพเป็นน้ำจิ้มโดย รักชนก ศรีนอก จอมแฉจากพรรคสีส้ม ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ถ้าทำการบ้านมาไม่ดี มีโอกาสที่รัฐมนตรีบางคนจะกระเด็นตกเก้าอี้ได้
แน่นอนว่า เรื่องร้อนที่อยู่ในมือของอนุทินในฐานะมท.1 ย่อมหนีไม่พ้น การทุจริตสอบท้องถิ่น แม้วันนี้ผลการตรวจสอบโดยกระทรวงมหาดไทย จะมีการเอาผิดคนระดับอธิบดีลงไปจนหนึ่งเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ แต่ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีข้อมูลอื่นที่แม้แต่ป.ป.ช.หรือหน่วยงานอื่นที่ตรวจสอบมีอยู่อีกหรือไม่ เมื่อทำกันเป็นขบวนการใหญ่ กับความสงสัยของคนทั้งประเทศ น่าจะมีตัวการใหญ่ที่บงการ มีอำนาจสูงกว่าระดับอธิบดีอยู่เบื้องหลัง แค่เท่านี้ศึกซักฟอกหนนี้ก็เร้าใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว
มิหนำซ้ำ ยังมีเรื่องของฮั้วเลือก สว.ที่เชื่อกันว่าน่าจะมีตัวช่วยสำคัญก่อนจะถึงเวลาที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก นั่นก็คือ มติของกกต.ที่มีการบอกมาแล้วว่าเรื่องจะจบภายในเดือนสิงหาคมนี้ ประเมินจากท่วงทำนองที่ลากยาว อ้างสารพัดเหตุผล ประกอบกับท่าทีของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.นับตั้งแต่เกิดเรื่องในวันเลือก สว.ระดับประเทศเมื่อ 2 ปีที่แล้ว น่าจะเดากันได้ว่า บทสรุปจะลงเอยแบบไหน เป็นคุณต่อพรรคสีน้ำเงินและผู้นำรัฐบาลหรือไม่
ถ้าตัดเรื่องนี้ไปได้ ยังมีปมที่ดินเขากระโดง บุรีรัมย์ งานนี้ไฮไลต์น่าจะอยู่ที่การทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันของ พลตำรวจเอกเสรีพิสุทธ์ เตมียเวส สส.ปาร์ตี้ลิสต์และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จะเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงกระบวนการโกง และหลบเลี่ยงข้อกฎหมาย รวมไปถึงการอุ้มสมโดยเหล่าข้าราชการที่ภักดีต่อเครือข่ายสีน้ำเงิน ซึ่งจุดนี้จะกลายเป็นที่น่าสนใจ เหล่าองครักษ์ของภูมิใจไทยคงได้ทำงานหนัก รวมไปถึงประธานสภาฯ อย่าง โสภณ ซารัมย์ จะถูกพิสูจน์ว่าเป็นคนที่ ยึดมั่นในหลักการ ข้อบังคับ หรือแค่ข้ารับใช้บ้านใหญ่บุรีรัมย์เท่านั้น ขนาดยังไม่ได้ขยับว่าจะยื่นก็เห็นภาพความร้อนแรงอยู่เบื้องหน้าแล้ว
อรชุน