
พาราสาวะถี
ความจริงข้อความที่ อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ว่าด้วยเรื่องกำแพง ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องตีความ “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น แต่ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”
ความจริงข้อความที่ อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ว่าด้วยเรื่องกำแพง ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องตีความ “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น แต่ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” เป็นการเปรียบเปรยหรือจะเรียกว่าประชดประชัน ต่อคำพูดของ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ยอมรับว่าเหนื่อยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เหมือนกับการเผาตัวเอง รู้สึกว่าสู้อย่างไรก็เหมือนสู้กับกำแพง เอาอย่างไรก็เอาไม่ลง และตอบกับประชาชนไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่สำเร็จ
แม้จะไม่ใช่ผู้เกาะติดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ทว่าท่วงทำนองของพรรคสีส้มนับตั้งแต่ตั้งไข่ในนามพรรคอนาคตใหม่ กลายร่างเป็นก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชนในวันนี้ ด้วยความมั่นใจประสาความหวังของคนรุ่นใหม่แบบสุดลิ่มทิ่มประตู และ เดินบนแนวทางที่สุดโต่ง มันก็ทำให้เห็นแล้วว่า เหตุใดจึงไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นรัฐบาลได้ทั้งที่ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเมื่อปี 2566 กระทั่งมาพบกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยการไปเซ็นเอ็มโอเอ ยกอำนาจบริหารประเทศให้ไปอยู่ในมือสายตรงอนุรักษ์นิยม
จะบอกว่าเป็นความอ่อนด้อยทางการเมืองก็ไม่เชิงนัก ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดน่าจะมาจากการเดินตามเส้นทางที่ขีดไว้จะต้องไปให้สุด ไม่ยอมเรียนรู้ว่าบางเรื่องนั้นไม่สามารถที่จะมองผ่าน หรือคิดแบบโลกสวยได้ ขนาดว่าผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคอย่าง ธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ ยังอ้างถึงการประนีประนอมครั้งใหญ่ หรือ Grand Compromise ในวันที่พรรคส้มไปยกมือหนุนเสี่ยหนูให้เป็นผู้นำประเทศ เป็นความคลุมเครือที่ว่า เป็นการสมยอมหรือวิน–วินระหว่างคนการเมืองทั้งหมด หรือเป็นเรื่องส่วนบุคคลกันแน่
ดังนั้น จึงไม่แปลกหากศิริกัญญาจะน้ำตาคลอกับความเหนื่อยที่พรั่งพรูออกมากับการต่อสู้ที่เหมือนรบกับกำแพง สิ่งที่เสี่ยหนูโพสต์ถือว่าเป็นการฉายภาพให้เห็นทั้งหมด ทำไมพรรคสีน้ำเงินถึงโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่บรรดาลิ่วล้อของพรรคแกนนำรัฐบาลใช้วาทกรรมเย้ยหยันนั่นแหละ ความยิ่งใหญ่ในวันนี้ต้องขอบคุณพรรคสีส้มในวันนั้น ที่ทำให้ภูมิใจไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย มันคือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องการ จนสามารถครอบครองอำนาจผ่านกลไกที่ขบวนการสืบทอดอำนาจได้วางไว้ได้เบ็ดเสร็จ
แน่นอนว่า บรรดากองเชียร์ประเภทไม่ลืมหูลืมตา ยังคงฝากความหวังว่า ด้วยกระบวนการทำงานของคนรุ่นใหม่ภายในพรรคสีส้ม จะใช้ความสามารถที่มีจากการทำงานในสภาเล่นงานฝ่ายรัฐบาลได้ เท่าที่เห็นเวลานี้บทบาทดังว่ามี พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่เปิดโปงเรื่องขบวนการฮั้วสว. กับ รังสิมันต์ โรม ที่ตามจี้เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น แต่ปลายทางจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ถ้ามองโลกจากความเป็นจริงด้วยชั้นเชิงและฝ่ายที่ถูกจับผิด และองค์กรผู้ชี้ขาดที่ถือเป็นผู้รับใช้เผด็จการสืบทอดอำนาจ คสช. คงคาดเดากันได้ว่าบทสรุปของแต่ละเรื่องจะจบลงอย่างไร
กรณีฮั้วสว.คำตอบจาก กกต. จะมีข้อยุติภายในสิ้นเดือนนี้ แนวโน้มจะมีคนรอดมากกว่าถูกดำเนินคดี อยู่ที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมเล่นกลทางกฎหมายอธิบายแบบศรีธนญชัยยังไงเท่านั้น เรื่องของการทุจริตสอบท้องถิ่นมากกว่าที่น่าตามกันต่ออย่างใกล้ชิด การที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือ ก.กลาง มีมติรับรองตามแนวทางของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือ กสถ. เพื่อ เพิกถอนบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น จำนวน 5,925 ราย และเร่งให้กระบวนการยกเลิกและประกาศบัญชีรายชื่อใหม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้
มีแง่มุมที่ชวนให้ติดตามนั่นก็คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ คนที่ถูกชี้ว่าเกี่ยวข้องกับทุจริตจะมีใครลุกขึ้นมาฟ้องร้องขอความเป็นธรรม หรือประเภทใจกล้าออกมาแฉ เปิดโปงขบวนการทุจริตครั้งนี้หรือไม่ ถ้ามีจะถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีโอกาสฉายให้เห็นภาพของกระบวนการที่ทำกันเป็นเครือข่าย ไม่แน่ว่าสิ่งที่ผู้ถูกชักชวนจนกลายเป็นผู้สมคบคิดต่อขบวนการทุจริต เป็นแค่ระดับอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือ สถ. ตามท้องเรื่อง หรือมีตำแหน่งใหญ่โตกว่านั้น
หากไม่ใช่ปาหี่หรือเป็นประเภทมวยล้มต้มคนดู ข้อความที่ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนอธิบดี สถ. โพสต์ถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นน่าจะเป็นความหวังของคนเก่ง คนดีที่ต้องการจะเข้าไปเป็นข้าราชการท้องถิ่น กับประโยคที่ว่า “ความตั้งใจของคนสอบท้องถิ่นต้องไม่สูญเปล่าเพราะการทุจริต” ชัดเจนมากไปกว่านั้นคงเป็นคำสั่งการของอนุทินที่ต้องการให้มีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งสิ้น
คำยืนยันของรักษาการอธิบดี สถ.ที่ว่า จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด ถึงใครก็คนนั้น ไม่ว่าใครทำผิด ต้องได้รับผลของการกระทำ ไม่มีข้อยกเว้น ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ตัดสินด้วยความถูกต้องและความจริง ไม่ดูที่ตัวบุคคล จะถูกนำไปใช้ได้จริงหรือไม่ ใครสอบได้ ต้องได้บรรจุ คืนความชอบธรรมให้คนเก่ง คนดี ได้รับตำแหน่งอย่างภาคภูมิ ความเด็ดขาดจากนโยบาย สู่การปฏิบัติจริง ที่โปร่งใส และตรงไปตรงมา จะได้รับความเชื่อถือ ยอมรับ ต้องผ่านการพิสูจน์จากผลการดำเนินการในครั้งนี้
หลังจากกระบวนการที่ผ่านขั้นตอนของ กสถ. ก.กลาง จนมาถึง สถ. ประกาศชื่อผู้สอบได้ตามคะแนนที่แท้จริง ไม่แก้คะแนน ไม่กลั่นแกล้งใคร ย่อมได้รับเสียงสรรเสริญจากผู้ที่ทุ่มเทในการเข้าสอบ จนรู้สึกได้ว่าได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม บทเรียนหนนี้น่าจะสามารถนำไปต่อยอดเพื่อให้อนุทินสั่งการไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการอย่างจริงจังต่อ การแก้ปัญหาเรื่องเส้นสายและการโกงสอบ ทั้งในส่วนของท้องถิ่นและหน่วยงานราชการอื่น ๆ ต่อไป
อรชุน