ส่วยกระดาษกำลังกลับมา?

ในเมื่อตลาดหุ้นไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยโลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “ดาต้า” และ “เอไอ” รวมถึงผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ก็มีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนถ่ายระบบดั้งเดิมเป็นจำนวนมาก


ในเมื่อตลาดหุ้นไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยโลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “ดาต้า” และ “เอไอ” รวมถึงผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ก็มีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนถ่ายระบบดั้งเดิมเป็นจำนวนมาก “โมนิก้า” เลยไม่แปลกใจที่ตลาดหุ้นไทยมีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวไม่ขาดสาย เพราะเป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังเดินมาทางนี้กันทั้งนั้น แต่สุดท้ายหน่วยงานรัฐของไทยบางแห่งกลับแช่แข็งเรื่องดังกล่าวด้วยกลไกราชการซะอย่างนั้น!

โดยหน่วยงานที่ “โมนิก้า” ขอพูดถึงก็คือ “กรมการจัดหางาน” ซึ่งเพิกเฉยไม่ยอมตรวจรับงาน และค้างจ่ายค่าจ้างยาวนานกว่า 8 เดือน รวมมูลค่าสะสมสูงถึง 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการจ้างเหมาเอกชนกำกับดูแลใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “e-WorkPermit” ซึ่งมีมูลค่าสัญญา 7,800 ล้านบาท และดำเนินการโดย “กิจการร่วมค้า ฟิวเจอร์ สกาย” ไงล่ะคะ

ที่น่าสนใจคือ การประมูลดังกล่าวใช้วิธีใครให้ราคาต่ำสุดเป็นผู้ชนะ โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการล้างระบบมาเฟีย และแก้ปัญหาส่วยกระดาษ และเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แถมระบบไอทีนี้ออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวไปแล้วกว่า 1.4 ล้านใบ คิดเป็นค่าบริการเฉลี่ย 520 บาทต่อใบ ทว่าเงินจำนวนนี้กลับติดค้างอยู่ในท่อราชการอย่างไร้คำอธิบายเจ้าค่ะ

ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” จึงถูกตั้งความหวังว่าจะเข้ามาปฏิรูประบบการทำงานให้ทันสมัย แต่ภาพความเป็นจริงกลับแสดงให้เห็นถึงการจัดลำดับความสำคัญที่ขัดแย้งในตัวของมันเอง หลังคุณพี่พูดว่า “ยังไม่เห็นรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว” ซึ่งสะท้อนถึงกลไกการบริหารงานที่ล่าช้า และไม่เห็นถึงความเดือดร้อนของเอกชนที่ต้องแบกรับต้นทุนการรันเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมงนะตัวเอง

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ โลกธุรกิจในยุค 2026 ถูกขับเคลื่อนด้วย Data และ Automation ไร้กระดาษ แต่การปล่อยให้ระบบดิจิทัลระดับชาติสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายเพราะคุณพี่เลือกใช้วิธีไม่จ่ายเงิน จึงเหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่ากระทรวงแรงงานอาจเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่กลับไปใช้วิธีอนุมัติแบบ “เขียนด้วยมือ-พิมพ์ด้วยกระดาษ” ซึ่งย้อนแย้งกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลที่พรรคแกนนำรัฐบาลเคยใช้หาเสียงอย่างน่ากระดากใจนะตัวเอง

หากระบบ e-WorkPermit ต้องหยุดชะงักจากการขาดสภาพคล่องของคู่สัญญา สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่เรื่องฟ้องร้องทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการวนลูประบบบริหารจัดการแรงงานทั้งประเทศ และเปิดช่องคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้นอีกครั้ง แถมนายจ้างที่นำเข้าแรงงานต้องกลับไปเผชิญคิวแถวยาวเหยียดที่สำนักงานจัดหางาน พร้อมกับหอบเอกสารเป็นตั้ง ๆ แทนที่จะคลิกอนุมัติผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ใน 5 นาทีนะจะบอกให้

ประเด็นดังกล่าวทำให้สังคมมีการพูดถึง “ส่วยแรงงาน” หนาหูมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะการพยายามแช่แข็งระบบดิจิทัลที่มีความโปร่งใสสูง อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ขบวนการนอกกฎหมาย เพื่อดึงเม็ดเงินหมุนเวียนจากการออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวกลับไปอยู่ในมือของผู้มีอิทธิพลแบบเดิม ๆ “โมนิก้า” ถึงมองการปล่อยให้ระบบราชการแบบเก่าเข้ามามีอำนาจ..โปร่งใสตรงไหนเจ้าคะ

เหล่านี้เป็นเรื่องที่สังคมได้ยินได้ฟังแล้วเซ็งเป็ดไปตามกัน “โมนิก้า” จึงต้องออกมาเป็นกระบอกเสียงเพื่อทำให้หลายอย่างชัดเจนขึ้น และในฐานะคนที่เปิดรับฟังข้อเท็จจริงจากหลายฝ่ายก็หวังว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องจะปรับจูนเรื่องที่ติด ๆ ขัด ๆ ให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้อีกครั้ง เพราะไม่อยากให้เราเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง หลังประเทศคู่แข่งในอาเซียนแซงหน้าเราไปหลายด้านแล้วนะซี

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button