พาราสาวะถี

พลันที่ชื่อของ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.นัดที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้นั่งหัวโต๊ะให้ไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ก็เกิดคำถามตามมามากมาย


พลันที่ชื่อของ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.นัดที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้นั่งหัวโต๊ะให้ไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ก็เกิดคำถามตามมามากมาย เนื่องจากเมื่อย้อนไปดูที่มาของการทำงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะอดีตเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือ สศก. ก่อนจะถูกโยกมาประจำการที่ทำเนียบฯ ย่อมเกิดข้อสงสัยการได้นั่งเก้าอี้กระทรวงใหญ่ขนาดนี้น่าจะมีผู้สนับสนุนที่ไม่ธรรมดา

ชื่อของบุคคลที่ไม่พ้นเสียงวิจารณ์ในความเป็นผู้ทรงอำนาจและบารมีของพรรคภูมิใจไทยย่อมหนีไม่พ้น เนวิน ชิดชอบ ยิ่งเมื่อพิจารณาไปยังอดีตในการทำงานและเติบโตของฉันทานนท์ที่กระทรวงเกษตรฯ ก็ตั้งต้นมาในยุคที่กุนซือใหญ่ของพรรคสีน้ำเงิน ทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ สมัยรัฐบาลไทยรักไทยนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้เหตุผลอะไรมาอธิบายย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาต่อให้เก่งขนาดไหนถ้าไร้คนการเมืองผลักดันย่อมไม่มีวันที่จะก้าวขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้

ทั้งที่สัปดาห์ก่อน วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยอมรับว่ามีการทาบทาม ณัฐพล รังสิตพล ปลัดฯ อุตสาหกรรมให้ไปเป็นปลัดพลังงาน โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เจ้ากระทรวงพลังงานก็แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียว แต่ปรากฏว่าไม่มีการนำชื่อเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ท่ามกลางการจับตามองว่าน่าจะมีแรงกดดันทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น แต่ฟังจากเสี่ยหนูก็ยืนยันว่า การแต่งตั้งฉันทานนท์ไม่มีเส้นสายการเมือง เป็นเรื่องของการใช้คนให้เหมาะสมกับงาน โดยอ้างว่าต้องการคนที่มีความรู้ด้านพลังงาน และการผลิตภาคเกษตร

คุณสมบัติของฉันทานนท์ตรงตามสเปกพอดี เนื่องจากเคยเป็นอดีตเลขาธิการ สศก. มีพื้นฐานด้านระบบการผลิตพืชเศรษฐกิจ ห่วงโซ่สินค้าเกษตร และกลไกตลาด ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลักดันพืชเกษตร เช่น ปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลัง ให้ยกระดับเป็นพืชพลังงาน รองรับความต้องการใช้พลังงานชีวภาพในประเทศ ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำงานตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการได้ โดยเฉพาะแผนในการปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และพลังงานฟอสซิล ซึ่งจะเน้นไปที่การผลักดัน พลังงานชีวภาพ หรือ Bio Energy มาทดแทน

แบบนี้ก็พอฟังขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนส่วนใหญ่จะเชื่อตามที่อนุทินพยายามอธิบายหรือไม่ รวมไปถึงการยอมรับของคนในกระทรวงพลังงาน ที่ว่ากันไปตามความจริงแล้วคงจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเท่าไหร่นัก เพราะทุกอย่างขึ้นกับฝ่ายนโยบายเป็นสำคัญอยู่แล้ว ยิ่งเป็นรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าสายตรงอนุรักษ์นิยมความเคลือบแคลงต่อการแต่งตั้งคงจะมีน้อย ที่เหลือจึงเป็นเรื่องการพิสูจน์ฝีมือในการทำงานของว่าที่ปลัดกระทรวงคนใหม่นั่นเอง

จะว่าไปแล้ว หากไปตรวจสอบประวัติการทำงานของฉันทานนท์ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศก. ก็พอจะมองเห็นความเกี่ยวข้องที่จะมาช่วยรองรับเหตุผลที่อนุทินอธิบายได้อยู่ นั่นก็คือ ช่วงเวลาดังกล่าวหน่วยงานอย่าง สศก.มีบทบาทในการจัดทำข้อมูลและวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตร รวมถึงการประเมินแนวโน้มผลผลิต ราคาสินค้าเกษตร และผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิอากาศ โดย ฉันทานนท์เป็นผู้ผลักดันประเด็นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจเกษตร กับนโยบายระดับประเทศ อย่างการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร

ความคิด และแนวทางเช่นนี้สะท้อนว่า กระบวนการทำงานของฉันทานนท์ไม่ได้ขีดวงอยู่แค่เรื่องผลผลิตทางการเกษตร แต่เชื่อมโยงกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม นโยบายสาธารณะและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจด้วย ผนวกเข้ากับประวัติด้านการศึกษาที่เจ้าตัวจบระดับปริญญาตรีด้านบัญชี จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก University of New Hampshire สหรัฐอเมริกา ถ้ามองในแง่ของการเป็นผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงที่ จะต้องมีความสามารถทางด้านบริหาร นโยบาย และเศรษฐกิจ ถือว่าไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาฉันทานนท์ก็มีบทบาทในการประสานงานข้ามหน่วยงานมาอย่างโชกโชน การข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงานจึงน่าจะไร้ปัญหา ยิ่งได้พลังหนุนทางการเมืองมาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กกับอายุราชการที่เหลืออีก 4 ปี การทำงานจึงไม่น่าจะมีอะไรติดขัด อยู่ที่ว่าจะสามารถขับเคลื่อนงานได้ตามความต้องการของฝ่ายการเมืองให้บรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ เพราะการเลือกคนมาในลักษณะนี้นั่นหมายความว่า ฝ่ายการเมืองต้องการคนที่จะมาขับเคลื่อนงานตามนโยบายมากกว่าคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคพลังงาน

แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องถูกจับตามองคงหนีไม่พ้น กระบวนการทำงานหลังจากเข้ารับตำแหน่งแล้ว ปลัดคนใหม่กับรัฐมนตรีพลังงาน จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว หรือหัวไปทางหางไปอีกทิศ เพราะต้องรอฟังคำสั่งจากผู้มีอำนาจที่มีพระคุณเพียงอย่างเดียว ทว่าหากพิจารณาจากการทำหน้าที่ของเอกนัฏที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าไม่ได้ยึดแนวทางที่ตัวเองเคยได้ประกาศไว้ในยุคที่เคยเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติแต่อย่างใด หลายเรื่องต้องตัดสินใจด้วยการฟังเสียงจากระดับนำของพรรคสีน้ำเงินเหมือนกัน นี่คือรูปแบบการทำงานของแก๊งรัฐมนตรีลูกเทพ แล้วคนที่เป็นลูกเลี้ยงของ สุเทพ เทือกสุบรรณ จะแหกคอกได้อย่างไร

อรชุน

Back to top button