ดาวโจนส์ปิดร่วงเกือบ 400 จุด! ตลาดกลับมาวิตกเฟดขึ้นดอกเบี้ย

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงแรงเมื่อคืนนี้ (9 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนแห่เทขายหุ้น อันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. ภายหลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดได้ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิด (9 ก.ย.) ที่ 18,085.45 จุด ลดลง 394.46 จุด หรือ -2.13%%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,127.81 จุด ลดลง 53.49 จุด หรือ -2.45% และดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,125.91 จุด ลดลง 133.57 จุด หรือ -2.54% สำหรับทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2.2%, S&P 500 ลดลง 2.4% และ Nasdaq ลบ 2.4% ขณะที่ดัชนี CBOE Volatility Index ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความวิตกกังวลในตลาดวอลล์สตรีท ทะยานขึ้น 39.98% ปิดที่ 17.50 ในวันศุกร์

ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติทรุดตัวลงเกือบ 400 จุด ซึ่งเป็นการลดลงหนักที่สุดนับตั้งแต่วันที่รู้ผลการลงประชามติ Brexit เมื่อเดือนมิ.ย. โดยภาวะการซื้อขายถูกกดดันจากการที่นายเอริค โรเซนเกรน ประธานเฟด สาขาบอสตัน กล่าวเตือนว่า เฟดเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น หากชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปนานเกินไป ดังนั้นการใช้นโยบายคุมเข้มอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงมีความเหมาะสม

นายโรเซนเกรนระบุว่า ขณะนี้เฟดเผชิญความเสี่ยงใน 2 ด้าน โดยด้านหนึ่งคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน เฟดก็เผชิญความเสี่ยงจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจร้อนแรงเกินไป หากเฟดคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเป็นเวลานานเกินไป นายโรเซนเกรนยังกล่าวว่า “หากเราต้องการมีการจ้างงานเต็มศักยภาพ การคุมเข้มนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพื่อปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ”

ทั้งนี้ ประธานเฟดบอสตันไม่ได้ระบุว่าเขาคาดหวังให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีหรือไม่ แต่ถ้อยแถลงของเขาสอดคล้องกับสิ่งที่นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ปัจจัยที่สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกำลังมีน้ำหนักมากขึ้น

ด้านนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟด สาขาดัลลัส กล่าวว่า ปัจจัยที่สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย กำลังมีน้ำหนักมากขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นายแคปแลนกล่าวว่า การที่มีปัจจัยกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว บ่งชี้ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ช้ามาก

ประธานเฟดดัลลัส ยังกล่าวว่า รายงานการจ้างงานในช่วงที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงปรับตัวดีขึ้น และขณะที่อัตราเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าไปสู่เป้าหมายของเฟดที่ 2% จึงคาดกันว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงค่อยๆปรับตัวขึ้นต่อไปในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ด้าน CME Group FedWatch ระบุว่า นักลงทุนได้เพิ่มคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนนี้ หลังคำกล่าวของนายโรเซนเกรน และนายแคปแลน ทั้งนี้ นักลงทุนเพิ่มความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.สู่ระดับ 24% จากเดิมที่ 18%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยวานนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งประจำเดือนก.ค. ทรงตัว หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย., สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งของสหรัฐถูกถ่วงลงจากการดิ่งลงของสินค้าภาคการเกษตร และภาคปิโตรเลียม แต่สต็อกรถยนต์ปรับตัวขึ้น ส่วนยอดขายภาคค้าส่งลดลง 0.4% ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นการดิ่งลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมิ.ย. นอกจากนี้ อัตราส่วนสต็อกสินค้าคงคลังเทียบยอดขายอยู่ที่ระดับ 1.34 หมายความว่า จะต้องใช้เวลา 1.34 เดือนในการเคลียร์สต็อกสินค้า โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 1.33 เดือนในมิ.ย.

หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มสื่อสารร่วงลงกว่า 3% ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 2.8% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงราว 4% เมื่อคืนนี้ หุ้นใหญ่ต่างปรับตัวลงถ้วนหน้า นำโดยหุ้นเวอไรซอน ลบ 3.3% หุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ ลบ 0.21%