ได้เวลาเก็บ TASCO ชู Q1 กำไรหรู แถมพี/อีต่ำ-อัพไซต์สูงลิ่ว!

ได้เวลาเก็บ TASCO ชู Q1/60 กำไรหรู รับอานิสงส์ราคายางมะตอยฟื้นตัว - งานภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น โบรกฯ ประสานเสียงเชียร์ "ซื้อ" พี/อีต่ำ-อัพไซต์สูงลิ่ว!

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจบทวิเคราะห์ของบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงในวันนี้ แต่มองว่าพื้นฐานบริษัทยังแข็งแกร่ง โดยคาดว่าในปีนี้บริษัทจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากความต้องการยางมะตอยในประเทศและงานภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าในไตรมาส 1/60 บริษัทจะมีกำไรสูงถึง 1 พันล้านบาท เนื่องจากราคายางมะตอยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่าเป็นโอกาสดีในการเข้าเก็บหุ้น โดยปิดตลาดที่ 25.50 บาท ปรับตัวลง 1.00 บาท หรือ 3.77% ด้านมูลค่าซื้อขาย 1.86 พันล้านบาท

ด้าน P/E ยังต่ำกว่ากลุ่ม และต่ำกว่าตลาด ล่าสุด ณ วันที่ 22 มี.ค.60 อยู่ที่ 13.24 เท่า ส่วน P/E กลุ่มวัสดุก่อสร้างนั้นอยู่ที่ 13.34 เท่า และ P/E ตลาด (SET) อยู่ที่ 17.28 เท่า นอกจากนี้ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายสูงสุดที่นักวิเคราะห์ให้ที่ 33 บาท อยู่ 29.41% 

โดย นายชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ TASCO เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายในปีนี้จะทำสถิติสูงสุดใหม่มาอยู่ที่ 2.4 ล้านตัน จากปีก่อนที่ 2.1 ล้านตัน โดยแบ่งสัดส่วนเป็นยอดขายต่างประเทศ 75% และยอดขายในประเทศที่ 25% ใกล้เคียงกับปีก่อน จากการเติบโตของความต้องการยางมะตอยในต่างประเทศมีค่อนข้างมาก

เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้มีการชะลอคำสั่งซื้อหลังจากคาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวลดลง แต่เมื่อผู้ซื้อทราบว่าคาดการณ์ผิดทำให้มีการสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก และราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าปีนี้ราคาขายยางมะตอยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 310 เหรียญสหรัฐ/ตัน

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า บริษัทคาดว่ายอดขายในประเทศอินเดียจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจุบันอยู่ที่ 6 แสนตัน/ปีในอีกไม่นานจากนี้ โดยจะเป็นสัดส่วนส่งออกหลักเช่นเดียวกับตลาดจีน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย โดยปัจจุบันบริษัทได้ส่งทีมงานเข้าไปศึกษาและเตรียมพร้อมบุกตลาดนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยังมีความต้องการอีกมาก และน่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วย

“ยอดขายในประเทศเราเชื่อว่าจะมีการเติบโตอย่างเนื่องจากปีก่อน ด้วยงบประมาณประจำปีของภาครัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น 4% และยังจะมีงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนในระบบรางและถนนออกมาเพิ่มเติมอีก ขณะที่ต่างประเทศหลังชะลอคำสั่งซื้อในระยะเวลาหนึ่งจากการคาดการณ์ว่าราคาจะปรับลดลงจากสถานการณ์ที่อุปทานมากกว่าอุปสงค์ แต่ปรากฏว่าราคาไม่ลดลงอย่างที่คิดทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมากและเข้าสูงจุดสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน โดยปีนี้คาดว่ายอดขายต่างประเทศจะเติบโตได้ 15%” นายชัยวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนเพื่อที่จะขยายกำลังการผลิตอีกเท่าตัว จากปัจจุบันอยู่ที่ 1-1.2 ล้านตันต่อปี โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปการขยายกำลังการผลิตและงบประมาณการลงทุนในช่วงไตรมาส 4/60

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ทำสัญญาซื้อน้ำมันจากประเทศเวเนซุเอลา โดยเบื้องต้นมีสัญญาถึงปี 63 และอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขยายสัญญาเพิ่มเป็น 10 ปีเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าบริษัทจะมีแหล่งวัตถุดิบรองรับการเติบโตในระยะยาวได้

 

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เอเชีย เวลท์ แนะนำ “ซื้อ” TASCO ด้วยราคาเป้าหมาย 33 บาท/หุ้น โดยได้ปรับเพิ่มปริมาณขายยางมะตอยในปีนี้เป็น 2.4 ล้านตัน จากเดิมที่ 2.3 ล้านตัน ตามที่ผู้บริหาร TASCO ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้กำไรสุทธิในปี 60 เพิ่มขึ้นอีก 4% เป็น 3.8 พันล้านบาท และด้วยแนวโน้มธุรกิจยางมะตอยที่ฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำในไตรมาส 3/59 กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง จึงได้ปรับเพิ่มเป้าหมายค่า PER จากเดิม 12.2 เท่า เป็น 13.5 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในระดับภูมิภาค ทำให้ปรับเพิ่มราคาเหมาะสมของ TASCO ในปี 60 ขึ้นเป็น 33 บาท

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสินค้าของ TASCO จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อาจจะมีความผันผวนสูง ตามราคาขายยางมะตอยในตลาดภูมิภาค ดังนั้น ในช่วงที่ธุรกิจเป็นขาขึ้น ได้แนะนำเข้าลงทุนตามราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ แต่หากพบว่าธุรกิจเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลง อาจจะต้องมีการปรับคำแนะนำและราคาเป้าหมายใหม่

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” TASCO ด้วยราคาเป้าหมาย 32.50 บาท/หุ้น โดยราคาหุ้น TASCO ค่อยๆฟื้นตัวตามความต้องการใช้ยางมะตอยในต่างประเทศที่พลิกฟื้นขึ้นมา โดยประเมินผลประกอบการไตรมาส 1/60 จะมีกำไร 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 893 ล้านบาทในไตรมาส 4/59 จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซีย

ซึ่งการลงทุนภาครัฐบาลเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ ขณะเดียวกันอุปทานส่วนเกินในตลาดเริ่มหายไปหลังจากโรงกลั่นในภูมิภาคหันไปผลิตน้ำมันใสมากขึ้น ทำให้มีผลผลิตยางมะตอยออกมาน้อยลง

นอกจากนี้ อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง จะช่วยหนุนให้ปริมาณยอดขายทรงตัวในระดับสูง คาดว่าทั้งปีนี้ TASCO จะมีกำไร 3.7 พันล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อน และมีปริมาณขายเพิ่มเป็น 2.3 ล้านตัน จาก 2 ล้านตันในปีก่อน และราคายางมะตอยปรับตัวสูงขึ้น หนุนให้ยอดขายปีนี้เติบโตได้ 31.7% มาที่ 3.17 หมื่นล้านบาท และมาร์จิ้นคาดโตมาที่ 17.8%

 

ส่วนนักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” TASCO ด้วยราคาเป้าหมาย 30.00 บาท/หุ้น โดยแนวโน้มปี 60 ตลาดยางมะตอยในต่างประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่ง TASCO มีคำสั่งซื้อจนล้นถึงเดือน พ.ค.60

ขณะที่ตลาดในประเทศคาดจะทรงตัวประมาณ 5.4 แสนตัน โดยสถานการณ์ตลาดยางมะตอยได้ฟื้นตัวดีขึ้นมากจากภาวะโอเวอร์ซัพพลายหายไป โรงกลั่นหลายแห่งลดกำลังการผลิตยางมะตอยลง ขณะที่ความต้องการตลาดต่างประเทศ ทั้งจีน เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ที่เคยซบเซาก็ฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนตลาดออสเตรเลียยังดีต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามราคายางมะตอยทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยราคาตลาดในประเทศปรับเพิ่มขึ้นเป็น 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน ปรับขึ้นจากประมาณ 280-290 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในไตรมาส 4/59 และตลาดต่างประเทศได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 305-310 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากราคาเฉลี่ย 240 เหรียญสหรัฐ/ตันในไตรมาส 4/59  ทำให้ปรับประมาณการกำไรปี 60 เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 3.82 พันล้านบาท เติบโต 23% จากปีก่อน

 

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้นเป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำหรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตามล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน