บลจ.กสิกรไทย แนะ2กองทุนผลตอบแทนดี

ย้ำมุมมองเชิงบวกหุ้นไทยยังไปต่อ ชวนลงทุน LTF/RMF พร้อมแนะกองทุนเด่น ผลตอบแทนดี K20SLTF และ KMSRMF

นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทยยังมีความเชื่อมั่นและมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้ และคาดว่าจะดีต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากการลงทุนภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การส่งออกและการท่องเที่ยว

รวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยบลจ.กสิกรไทยประเมินดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้อยู่ในกรอบระดับ 1,650-1,700 จุด และคาดการณ์ตัวเลขดัชนีในปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 1,820 จุด ด้วยอัตราส่วน Forward P/E ที่ 16.5 เท่า

สำหรับปัจจัยที่ผู้ลงทุนควรติดตามคือ นโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐฯ ที่จะลดความผ่อนคลายทางการเงินลง ทั้งจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการลดขนาด Balance Sheet ซึ่งตลาดส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้

อย่างไรก็ตามคาดว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายของเงินลงทุน เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุน LTF/RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทย เป็นโอกาสที่ดีในการทยอยเข้าสะสมการลงทุนเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี พร้อมทั้งการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วยนางสาวธิดาศิริกล่าว

ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทยมีกองทุน LTF/RMF ให้เลือกหลากหลายนโยบายครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ลงทุน โดยกองทุนแนะนำสำหรับปีนี้ ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ กองทุนเปิดเค Mid Small Cap หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KMSRMF) ซึ่งจากข้อมูลของมอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2560

ขณะที่กองทุน KMSRMF มีผลการดำเนินงานย้อนหลังในช่วง 1 ปี สูงสุดเป็นอันดับที่ 1ในกลุ่ม RMF หุ้นไทยทั้งหมดในอุตสาหกรรม โดยให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 33.95% ต่อปี เอาชนะเกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI) ซึ่งอยู่ที่ 18.77% ต่อปี ส่วนผลดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือน ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 25.04% เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 11.48%

ส่วนกองทุน KMSRMF มีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ปัจจุบันหุ้นกลุ่มนี้มีอยู่ในตลาดจำนวนมากกว่า 500 ตัว ทำให้ผู้จัดการกองทุนมีโอกาสในการคัดเลือกหุ้นที่มีความน่าสนใจ อาทิ หุ้นปัจจัยพื้นฐานดีที่ยังมีมูลค่าไม่แพงแต่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีโอกาสในการเติบโตเป็นหุ้นขนาดใหญ่ได้ในอนาคต

ทั้งนี้ปัจจุบันกองทุนจะเน้นให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มสถาบันการเงิน พาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ และสื่อสาร ด้วยมุมมองการลงทุนที่คาดว่าตลาดหุ้นยังจะได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องที่มีอยู่ในระดับสูงในระบบการเงินโลกแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง รวมทั้งการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีการขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2560-2561 น่าจะทำให้กำลังซื้อภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้

ด้านกองทุน LTF ที่บลจ.กสิกรไทยแนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิดเค 20 ซีเล็คท์หุ้นระยะยาวปันผล (K20SLTF) มีนโยบายเน้นการคัดเลือกหุ้นเด่นที่มีศักยภาพสูงไม่เกิน 20 ตัว ทั้งนี้การพิจารณาคัดเลือกหุ้นเข้ามาในพอร์ตการลงทุนจะใช้การวิเคราะห์ทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อมองหาหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี และสร้างผลตอบแทนได้สูง

รวมถึงพิจารณาหุ้นที่มีธีมการลงทุนที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น และเป็นหุ้นของบริษัทที่ยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ดีแม้จะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ทั้งนี้ภาคธุรกิจที่กองทุนเน้นให้น้ำหนักการลงทุน ได้แก่ ธุรกิจในกลุ่มค้าปลีก ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดีและสม่ำเสมอ

ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการภาครัฐอย่าง Eastern Economic Corridor (EEC) สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุน K20SLTF มีความโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 9.37% ต่อปี ติดอันดับ 1 ใน 5 ของกลุ่มกองทุน LTF ทั้งสิ้น 76 กอง (ที่มา Morningstar® ณ 31 ต.ค. 60)

ทั้งนี้กองทุนเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากมีความเสี่ยงในการกระจุกตัวของหุ้นมากกว่ากอง LTF อื่นๆ แต่ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่โดดเด่นในระยะยาวเช่นกันจากกลยุทธ์คัดเลือกหุ้นเด่น 20 ตัว ที่วิเคราะห์กลั่นกรองมาแล้วอย่างดี

โดยผู้ที่สนใจลงทุนกับกองทุน LTF/RMF กสิกรไทย สามารถลงทุนได้ด้วยมูลค่าเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาท และต้องลงทุนตามเงื่อนไขภาษี พร้อมพบกับโปรโมชั่น Cash Back เมื่อลงทุนกับกองทุน LTF/RMF กสิกรไทย ผ่านช่องทาง K PLUS, K-My Funds และ/หรือ K-Cyber Invest ทุก 50,000 บาท รับ Cash Back จำนวน 100 บาท (สูงสุด 2,000 บาทต่อท่าน) ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 – 29 ธันวาคม 2560