หุ้นเด็ด เป้าทำ Window Dressing!

ใกล้สิ้นสุดช่วงไตรมาส...ทีไร.. คำว่า “Window Dressing” มักมีการนำขึ้นมาพูดถึงกันบ่อยขึ้น...อย่างถี่ๆ...ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์ของแต่ละสำนัก รวมไปถึงการคาดเดาของนักลงทุน

เส้นทางนักลงทุน

ใกล้สิ้นสุดช่วงไตรมาส…ทีไร.. คำว่า “Window Dressing” มักมีการนำขึ้นมาพูดถึงกันบ่อยขึ้น…อย่างถี่ๆ…ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์ของแต่ละสำนัก รวมไปถึงการคาดเดาของนักลงทุน

สำหรับเหตุการณ์ “Window Dressing” อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากเป็นความหวังของตลาดเท่านั้น…เพราะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะทำหรือไม่ทำ

การทำ Window Dressing เป็นการทำตัวเลขทางบัญชีให้ดูดี ทั้งนักลงทุนสถาบัน กองทุน และบริษัทที่ลงทุนในหุ้น ทำการซื้อดันราคา ให้หุ้นมีราคาปิดที่สูงขึ้น ทำให้พอร์ตที่ลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อส่งผลเวลาปิดงบการลงทุนรายไตรมาสออกมาดูดี (NAV มีค่าเพิ่มสูงขึ้น) เหตุการณ์นี้หากจะมองเป็นการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีให้สวยขึ้นก็ว่าได้… “ผักชีดังนั้นทุกช่วงปลายปิดไตรมาสเหตุการณ์การทำปิด Window Dressing มักเข้ามาเป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดช่วงระยะสั้น

ทั้งนี้หุ้นที่มีโอกาสเป็นเป้าหมายในการทำปิด Window Dressing ได้แก่ PTT, PTTGC, PTTEP, CPN, ROBINS, CENTEL, MINT และ ERW เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วเป็นหุ้นใหญ่ที่พวกนักลงทุนสถาบัน กองทุน และบริษัทที่ลงทุนถือกัน

หุ้นตัวอย่างนอกเหนือจากมีโอกาสเป็นเป้าหมายในการทำปิด Window Dressing ในการไล่ราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นสูงแล้ว หุ้นเหล่านี้อาจมีการไล่ราคาต่อเนื่องด้วยปัจจัยบวกอื่นสนับสนุน….ให้ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ในช่วงถัดไป

อย่างหุ้น PTT มีปัจจัยบวก 1) การต่อสัมปทานแหล่งบงกชและเอราวัณ คาดจะเปิด TOR ราวเดือน เม.ย. 2561 รู้ผลราวเดือน พ.ย. 2561 และลงนามสัมปทานในเดือน ก.พ. 2562 ซึ่ง PTTEP มีความพร้อมและศักยภาพในการชนะการประมูล หากชนะจะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองในอนาคตและเป็นผลบวกต่อกำไร PTT ในระยะยาว 2) การประกาศแตกพาร์จาก 10 บาทเป็น 1 บาท ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับการซื้อขายหุ้น ทั้งนี้อยู่ระหว่างรออนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้น 12 เม.ย. 2561 และคาดมีผลราวเดือน พ.ค. 2561

3) การแยกสินทรัพย์ของ PTTOR คาดจะแล้วเสร็จราวเดือน ก.ค. 2561 ซึ่งบริษัทจะสามารถบันทึกเป็นกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน และ 4) พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ หากบังคับใช้ คาดจะทำให้การขาดทุนจากธุรกิจ NGV ลดลงราว 2 พันล้านบาท

เช่นเดียวกับหุ้น PTTGC มีด้านอุตสาหกรรมมีความตึงตัวเพิ่มกว่าคาด ทั้งในส่วนของธุรกิจโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ จากอุปสงค์ที่เติบโตตามเศรษฐกิจโลก และผลบวกจากนโยบายลดการใช้พลาสติก Recycle ของประเทศจีน ปัจจัยดังกล่าวคาดส่งผลให้ผลประกอบการปี 2561 เติบโต 13.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

เหมือนกับหุ้น PTTEP ยังคงรับผลบวกโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น แรงส่งดังกล่าวคาดต่อเนื่องไปในไตรมาส 2/2561 จากการปรับราคาก๊าซฯ สะท้อนราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ประเด็นการประมูลสัมปทานต่ออายุคาดจะเป็น catalyst เชิงบวกในช่วงที่เหลือของปี ล่าสุด TOR จะถูกเสนอให้ กพช.อนุมัติในวันที่ 23 เม.ย. และประกาศ TOR ในช่วงปลายเดือน เม.ย.-พ.ค. ขั้นตอนการประมูลจะเริ่มในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 และจะประกาศรายชื่อได้ในเดือน ธ.ค. 2561

ขณะเดียวกับหุ้น CPN ปัจจัยบวกในส่วนของรายได้ในปี 2561 อาจเติบโต 20% เนื่องจากบริษัทมีแผนขึ้นค่าเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าราว 3-4% และจะรับรู้รายได้จากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ 2 แห่ง คือ สาขานครราชสีมา และมหาชัยเต็มที่ทั้งปี รวมทั้งจะรับรู้รายได้จากการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่าโครงการราว 2.8 พันล้านบาท

อีกทั้งในหุ้น ROBINS ดูเหมือนว่าการเติบโตจากนี้ไปจะมาจากธุรกิจศูนย์การค้าเป็นหลัก โดยค่าเช่าที่เติบโต 3-5% จะมากกว่าการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม ในขณะที่พื้นที่ให้เช่ามีแนวโน้มจะเติบโตมากกว่า 60% ในอีก 5 ปีข้างหน้าเทียบกับพื้นที่ขายในห้างสรรพสินค้าที่ขยายตัวเพียง 30%

เนื่องจาก 1) สาขาใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ Lifestyle ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่า 15,000 ตารางเมตรต่อสาขา 2) ROBINS พยายามที่จะขยายพื้นที่ให้เช่าในสาขาเดิมที่มีศักยภาพ และ 3) บริษัทวางแผนที่จะปรับลดพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและเปลี่ยนเป็นพื้นที่ให้เช่า โดยสัดส่วนของกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาจากธุรกิจศูนย์การค้ามีแนวโน้มว่าจะมากกว่า 50% นับจากปีนี้เป็นต้นไป

ทางด้านหุ้น CENTEL ภาพรวมธุรกิจปี 2561 จะมีรายได้เติบโตมากกว่าระดับ 2.03 หมื่นล้านบาทในปีก่อน จากการมองแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นราว 38 ล้านคนจากปีก่อนที่ 35 ล้านคน ส่งผลดีต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่คาดว่าจะเข้ามามากต่อเนื่องจากปีก่อน ประกอบกับในประเทศได้ผลดีจากนโยบายลดหย่อนภาษีในการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด ซึ่งจะช่วยให้มีการท่องเที่ยวในเมืองรองมากขึ้น โดยบริษัทมีโรงแรมในเมืองรองใน อ.แม่สอด จ.ตาก รวมถึงโรงแรมที่อุดรธานีและระยองที่บริษัทเป็นผู้รับบริหาร

นอกจากนี้หุ้น MINT จะมีการเติบโตของกำไรที่สดใส จากธุรกิจโรงแรมที่กำลังเฟื่องฟูซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอย่างคึกคัก และได้แรงเสริมจากโรงแรม Tivoli ซึ่งตั้งอยู่ที่โปรตุเกสและบราซิลกลับมาฟื้นตัวดีหลังกิจกรรมการปรับปรุงตกแต่งแล้วเสร็จ ซึ่งตามโปรแกรมจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2561 นี้ อีกทั้งแนวโน้มกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวตามเศรษฐกิจไทย คาดว่าจะทำให้อัตราการเติบโตจากสาขาเดิม (SSSG) ในธุรกิจอาหารปรับตัวดีขึ้น

ในส่วนของหุ้น ERW แนวโน้มกำไรปี 2561 โดยมีการปรับเพิ่มการเติบโตขึ้นเป็น 18.1% จากงวดเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ที่โตเร่งตัวตามการลงทุน และคาดไตรมาส 1/2561 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี ERW ยังคงเดินหน้าตามแผน 5 ปีในการขยายจำนวนโรงแรมและห้องพักทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะ Hop Inn ให้ครอบคลุมมากขึ้น และจากแรงหนุนของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้มองว่า ERW จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการมีเครือข่ายโรงแรมกระจายอยู่ทั่วประเทศมากที่สุดและเป็น Pure Hotel Operator

ในช่วงระยะสั้นนี้หุ้นที่นำเสนออาจได้รับอานิสงส์บวกสองเด้งในการช่วยดันราคาให้ปรับตัวขึ้นได้!!