4 หุ้นสายการบินสยายปีกเหนือเมฆ ธุรกิจติดลมบนรับนักท่องเที่ยวพุ่ง

4 หุ้นสายการบินสยายปีกเหนือเมฆ ธุรกิจติดลมบนรับนักท่องเที่ยวพุ่ง

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2561 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งได้ทยอยประกาศออกมามากพอสมควร โดยในวันนี้ “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการสำรวจและรวบรวมผลประกอบการของ บจ.ในกลุ่มสายการบิน ซึ่งได้ประกาศผลการดำเนินงานออกมาเป็นที่เรียบร้อย ประกอบด้วย  AAV ,BA ,NOK ,THAI และAOT

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มสายการบินส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นอยู่ในทิศทางที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน หลังจากมีรายได้จากการขยายเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังคงมี 3 บริษัทจดทะเบียนที่ผลประกอบการปรับตัวลดลง และยังขาดทุนเมื่อเทียบกับปีก่อน

อันดับที่ 1 บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/61 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 61 มีกำไรสุทธิที่ระดับ 1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 570.32 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากในรายได้จากการขายและการให้บริการไตรมาส 1/61 จำนวน 11,254.3 ล้านบาท จากไตรมาส 1/60 ที่เท่ากับ 9,161.7 ล้านบาท หนุนโดยปริมาณผู้โดยสารในไตรมาส 1 ปี 2560 ที่เติบโตกว่า ร้อยละ 16 มาอยู่ที่ 5.6 ล้านคน

ขณะที่อัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสารมีสถิติสูงสุดที่ร้อยละ 91 เพิ่มขึ้น 2 จุด จากช่วงเวลา เดียวกันของปีก่อน

ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” AAV ราคาเป้าหมาย 6.70 บาท/หุ้น ไตรมาส 1/61 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 76.1% จากปีก่อนดีกว่าคาดจากรายได้สูงกว่าคาดในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่ำคาด:กำไรสุทธิไตรมาส 1/61 อยู่ที่ 1,004 ล้านบาท ดีกว่าคาดไว้ 760 ล้านบาท รายได้รวม 11,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน ดีกว่าคาด 2.8%

โดยรายได้/ตั๋วเพิ่มขึ้น 6.1% ที่1,664 บาท ดีกว่าคาดว่าโต 3% และรายได้เสริมเพิ่มขึ้น 3.7% เป็น 335 บาท/คน ต้นทุน เพิ่มขึ้น 15.5% จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น แต่ต่ำกว่าคาด 2% จากต้นทุนที่ไม่ใช่น้ำมันต่ำกว่าคาด จากการใช้งานเครื่องบินเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 ชม. จาก 11.9 ชม. ทำให้ต้นทุนคงที่เฉลี่ยลดลง SG&A +7.5% ตามการขยายฝูงบินเป็น 59 ลำ จากปีก่อน 53 ลำ แต่ต่ำกว่าคาด 2.2% รายได้อื่น +23.5% ชดเชยกำไรอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 46% ภาษีเพิ่มขึ้น170.9% ซึ่งเป็นไปตามผลประกอบการ

ขณะที่ไตรมาส 2/61 มีแนวโน้มที่จะอ่อนลงจากปีก่อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น: ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และมีการทำ hedging ไว้เพียง 12% ของการใช้งาน ในขณะที่การปรับราคาตั๋วยังไล่ไม่ทันต้นทุน อีกทั้งไตรมาส 2/61 เข้า low season คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอ่อนลงตามฤดูกาล แต่ยังคงเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีนยังเติบโตอยู่

ทั้งนี้ คาดว่าการปรับราคาตั๋วน่าจะไปทันต้นทุนน้ำมันในไตรมาส 3/61 ซึ่งจะส่งผลดีในช่วงไตรมาส 4/61 ที่กลับมาเป็น high season ยังคงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2561 ที่ 1,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% อิง P/B ที่ 1.4 บาท ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 6.70 บาท ยังคงแนะนำ “ซื้อ”

 

อันดับที่ 2  บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/61 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 61 มีกำไรสุทธิที่ระดับ 710.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 548.37 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/61 เพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของธุรกิจสายการบิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบิน

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะนำ “ซื้อ” BA ราคาเป้าหมาย 16.80 บาท/หุ้น โดยมองว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/61 เติบโต 30% จากปีก่อน ทั้งนี้ BA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/61 เท่ากับ 710 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนแต่ลดลง 24% จากไตรมาสก่อน)

โดยไตรมาสนี้มี Load factor สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 76.4% (มาจาก RPK ที่ เพิ่มขึ้น 6.9% จากปีก่อน) ทางด้าน Yield (ค่าโดยสาร/RPK) ลดลง 2% จากปีก่อน โดยหลักมาจากเส้นทางต่างประเทศที่ลดลง 9.6% จากปีก่อน แต่เส้นในประเทศเพิ่มขึ้น 1.6% จากปีก่อน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ส่วนรายได้รวมเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน เป็น 7.5 พันล้านบาท

ประสบความสำเร็จในการลดต้นทุน – โดยต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเพียง 2% จากปีก่อน แม้ว่าราคาน้ำมัน Spot ของ Jet จะเพิ่ม 20% แต่บริษัทมีการทำประกันความเสี่ยงไว้ 65% ผลกระทบเรื่องนี้จึงไม่มาก ส่วนค่าเช่าเครื่องบินลดลง 33% จากปีก่อน ทำให้ ต้นทุน/ASK ต่ำลง 2% จากปีก่อน

สำหรับแนวโน้มยังไปได้ดี – ความต้องการใช้บริการยังเติบโตตามภาคท่องเที่ยวของไทย (งวดไตรมาส 1/61 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่ม 15% จากปีก่อน หลังเพิ่ม 8.5% ในปี 60) ด้าน Yield คาดว่าจะกลับเป็นบวกได้ในครึ่งปีหลังของปี 61 และน่าจะปรับราคาตั๋วขึ้นสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มได้ โดยรวมแล้วเรายังมีมุมมองที่เป็นบวกกับบริษัท

 

อันดับที่ 3 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/61 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 61 มีกำไรสุทธิที่ระดับ 7.27 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 6.47 พันล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/61 เพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการขายหรือการให้บริการเพิ่มขึ้น 1.65 พันลบ. หรือ 11.26% จากการเพิ่มขึ้นทั้งรายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน 935.62 ล้านบาท และรายได้ไม่เกี่ยวกับการบิน 716.17 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร

ด้าน บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” AOT ราคาเป้าหมาย 69 บาท/หุ้น โดย AOT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/61 ที่ 7.27 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% จากไตรมาสก่อน และ 12.4% จากปีก่อน โดยผลประกอบการดีกว่าที่คาด 6%

ด้าน ยอดขายและรายได้จากการบริการเพิ่มขึ้น 11.62% จากรายได้ของการบินและไม่เกี่ยวข้องกับการบินที่เพิ่มขึ้น 11.19% และ 11.37% จากปีก่อน โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาจากปริมาณผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 19.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา ในขณะที่รายได้จากการบริการเพิ่มขึ้น 12.28%จากปีก่อน เนื่องจากการแข่งขันในกลุ่มสายการบิน Low-cost

ขณะที่ รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบินเพิ่มขึ้นจากรายได้ภาษีสนามบินที่เพิ่มขึ้น 14.5% จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นของ King Power

ทั้งนี้ แม้ว่าผลประกอบการจะเพิ่มขึ้น แต่มองว่า AOT มีอัพไซด์ที่จำกัด และเรามองว่าตลาดได้รับรู้ปริมาณผู้โดยสารที่แข็งแกร่งในปีนี้แล้ว นอกจากนี้ ปัจจัยบวกจากการประมูล Duty Free จะต้องรอการประกาศใช้กฎหมาย PPP JV ก่อนที่จะเริ่มการประมูลได้ แนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 69 บาท (DCF)

 

อันดับที่ 4 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/61 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 61 มีกำไรสุทธิที่ระดับ 2.72 พันล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 3.16 พันล้านบาท

ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “Outperform” THAI ราคาเป้าหมาย 20.20 บาท/หุ้น โดยมองว่าธุรกิจหลักของ THAI ในไตรมาส 1/61 ดีขึ้นอย่างมากทั้งจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรปกติอยู่ที่ 4.34 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 69.6% จากปีก่อน, เพิ่มขึ้น 118.6% จากไตรมาสก่อน)

โดยกำไรสุทธิในไตรมาส 1/61 อยู่ที่ 2.72 พันล้านบาท คิดเป็น 56% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเราที่ 4.85 พันล้านบาท สำหรับกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในงวดไตรมาส 1/61 ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ 19.7% แต่ดีกว่าคาดการณ์ของตลาดอย่างมากที่คาดไว้ว่าขาดทุน 809 ล้านบาท ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ THAI ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำซื้อ THAI และให้ราคาเป้าหมายที่ 20.20  บาท

 

อันดับที่ 5 บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/61 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 61 มีผลขาดทุนสุทธิที่ระดับ 26.88 ล้านบาท ขาดทุนลดลง 91% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 295.57ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานขาดทุนลดลงเนื่องจากในไตรมาส 1 ปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 4,316.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.61 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากค่าโดยสาร 3,789.29 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87.78 ของรายได้รวม รายได้จากการให้บริการ 406.88 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.43 ของรายได้รวม และรายได้อื่น 120.67 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.79 ของรายได้รวม

ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “ถือ” NOK ราคาเป้าหมาย 3.49 บาท/หุ้น โดยมองว่า กำไรสุทธิของ NOK ออกมาเป็นขาดทุนสุทธิที่น้อยลงเหลือเพียง 27 ล้านบาท ซึ่งพลิกฟื้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และจากไตรมาสก่อนเมื่อเทียบกับขาดทุนสุทธิระดับ 296 และ 225 ล้านบาทในงวดไตรมาส 1/60 และไตรมาส 4/60 ตามลำดับ

โดย ภาพรวมผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจท่องเที่ยวที่ดีขึ้นของไทย ในขณะนี้ เรามีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นต่อทิศทางการฟื้นตัวของผลประกอบการของ NOK ในปีนี้ เมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวขึ้นในช่วง ไตรมาส 1/61 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่เราคาดการณ์ไว้ เรายังคงคำแนะนำถือ และให้ราคาเป้าหมายที่ 3.49 บาท

คำค้น