พาราสาวะถี

ถือเป็นบุคคลที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่งต่อการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว หรือเป็นเพราะจะก้าวเท้าไปเป็นนักการเมืองเต็มตัว เราจึงได้เห็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสุขกับการถูกด่าผ่านโซเซียลมีเดียที่ตัวเองเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทุกช่องทาง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนผู้นำเผด็จการยังตั้งข้อรังเกียจสังคมโซเชียลอยู่เลย

อรชุน

ถือเป็นบุคคลที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่งต่อการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว หรือเป็นเพราะจะก้าวเท้าไปเป็นนักการเมืองเต็มตัว เราจึงได้เห็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสุขกับการถูกด่าผ่านโซเซียลมีเดียที่ตัวเองเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทุกช่องทาง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนผู้นำเผด็จการยังตั้งข้อรังเกียจสังคมโซเชียลอยู่เลย

ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ เพราะถ้าย้อนกลับไปดูข้อมูลเก่าเมื่อวันนักข่าวหรือ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ท่านผู้นำไปบรรยายพิเศษในการลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนธนาคารปูม้าแพปลาชุมชนแหลมผักเบี้ย ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ได้พูดถึงวิธีทำให้ตัวเองมีความสุขว่า คือการไม่เล่นเฟซบุ๊ก ไม่เปิดอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ดูโซเชียลมีเดีย

ก่อนจะขยายความต่อว่า “ผมหาเจอแล้ววิธีทำให้ตัวเองมีความสุข คือไม่เล่นเฟซบุ๊ก ไม่เปิดอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ดูโซเชียลมีเดีย ทำให้ในหัวโล่งทั้งวัน คิดเรื่องต่าง ๆ ได้มาก แต่ถ้ามาเปิดอ่านตั้งแต่เช้า พอมาถึงที่ทำงานก็หมดแรงข้าวต้มเพราะเห็นว่ามีแต่คนด่าผมทั้งวัน” ช่างต่างกันยังกะหน้ามือเป็นหลังมือจริง ๆ กับบทสัมภาษณ์หลังการประชุมครม.เมื่อวันวาน

ท่านผู้นำกล่าวด้วยความสุขุมคัมภีรภาพว่า “ผมยอมรับทั้งคนชื่นชมและต่อว่า เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึง หากปัญหาใดที่สะท้อนมาและสามารถนำไปแก้ไขได้ก็จะเร่งนำไปแก้ไข ซึ่งผมจะเข้าไปตอบคอมเมนต์ทุก 3-5 วัน แต่จะมีทีมงานรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบส่งมาให้อ่าน เมื่อเปิดพื้นที่แล้ว ก็ต้องเปิดใจให้กว้างในการสื่อสารกับประชาชนและยอมรับทุกคำติชม จะพยายามควบคุมอารมณ์

นี่หรือเปล่าที่เขาว่านักการเมืองนั้นทำอะไรก็ได้ ยิ่งเป็นนักการทหารผู้เป็นเผด็จการที่กำลังจะจำแลงแปลงกายมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว ยิ่งต้องทำให้ได้มากกว่านักการเมืองมืออาชีพหลายเท่าตัว ดังนั้น ท่านผู้นำก็ต้องไม่โกรธที่จะมีคนมองว่าการกลับหลังหัน 360 องศาครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง และไม่ต้องปฏิเสธว่านี่เป็นการหาเสียงหรือไม่

การรีบออกตัวว่าไม่ได้เอาเปรียบหาเสียงก่อนเลือกตั้ง พร้อม ๆ กับอ้างว่าทุกพรรคการเมืองก็มีเพจของตัวเอง โดยมี อิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.คอยยืนยันอีกเสียงหนึ่งก็เป็นอันจบข่าว ท่านผู้นำหรือองคาพยพของเผด็จการสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบและไม่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน แต่ประธานองค์กรอิสระที่จะต้องดูแลการเลือกตั้งคงรีบตอบคำถามไปหน่อย โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงของข้อกฎหมาย

เพราะคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2561 ยังคงห้ามให้พรรคการเมืองใช้สื่อโซเชียลในการหาเสียง หากผู้นำเผด็จการไม่ได้เล่นการเมืองต่อ การเปิดทุกช่องทางในโซเชียลมีเดียอาจจะตีความว่าไม่ใช่การหาเสียงได้ แต่หากในอนาคตประกาศการสืบทอดอำนาจด้วยการเข้าไปร่วมชายคากับพรรคการเมืองอย่างเต็มตัว อยากถามประธานกกต.ว่า จะพิจารณาสิ่งที่ผู้นำเผด็จการทำอยู่ในวันนี้ว่าอย่างไร

กลายเป็นว่าทุกการกระทำของผู้มีอำนาจล้วนแล้วแต่ย้อนแย้งกับสิ่งที่ตัวเองพยายามสร้างภาพให้สังคมเห็นถึงความเป็นคนดี คนมีคุณธรรมทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะกรณีโซเชียลมีเดียของท่านผู้นำเท่านั้น การให้สัมภาษณ์ของ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ล่าสุดที่เตือนนักการเมืองให้ระวังเรื่องการลงพื้นที่พบปะประชาชนนั้นจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เห็นกันอยู่ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาลเพิ่งไปพบปะประชาชนที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โดยอ้างว่าไม่ได้ใช้หัวโขนฝ่ายบริหาร เป็นการเดินเกมภายใต้สังกัดพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มตัว และไม่ได้เป็นการใช้เวลาราชการไปทำงานด้วย หรือท่านมท.1 เข้าใจผิดคิดว่านั่นเป็นการไปปฏิบัติราชการ นี่แหละ การที่พวกสวมหมวกหลายใบมันเลยทำให้สับสนและเสี่ยงที่จะทำให้เพื่อนหน้าแหกเอาง่าย ๆ

พอจะเข้าใจคนที่ทำอะไรก็ไม่ผิด และคงหลงคิดว่าพวกของตัวเองนั้นเป็นคนดี ไม่มีใครกล้ามาตำหนิหรือเล่นงาน จึงกล้าที่จะไปเตือนพวกอื่นโดยเฉพาะนักการเมืองที่ต้นทุนต่ำ แต่ลืมไปว่าเมื่อเข้าสู่โหมดการเมืองเต็มตัวและจะเข้าสู่โรดแมปการเลือกตั้ง ไม่มีใครกลัวใครอีกต่อไป ยิ่งอ้างกฎหมายไปจัดการมากเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งมองว่าเป็นการใช้อำนาจกลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมืองไปเสียฉิบ

อย่างไรก็ตาม ยังพอจะชื่นชม 4 รัฐมนตรีที่ได้เปิดหน้าเดินเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ผิดกับบางคนที่ยังทำตัวเป็นอีแอบ อ้างโน่นอ้างนี่ทั้งที่ปลายทางเมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว คนเหล่านั้นก็จะพากันเปิดตัวหน้าสลอน พร้อมสนับสนุนผู้นำเผด็จการกลับมาสืบทอดอำนาจและยินดีที่จะร่วมสานงานต่อในนามเสนาบดีต่อไป

เข้าใจได้คนพวกนี้เป็นพวกที่ไม่ยอมลงทุนอะไรอยู่แล้ว ถนัดแต่คอยเป็นผู้รับและถูกเชื้อเชิญให้ไปเถลิงสุข แต่ในยามที่พวกพ้องต้องบากหน้าสู้ จะอยู่เฉยคอยเทียบเชิญเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ เมื่อถึงจังหวะคงต้องแสดงตัวให้สังคมรับรู้ว่าจะยืนอยู่บนถนนสายการเมืองต่อไปหรือไม่ อย่างว่ามันเคยชินกับความเป็นเผด็จการมาทั้งชีวิต จึงถนัดที่จะทุบโต๊ะมากกว่าเที่ยวเร่ขอคะแนนเสียงจากประชาชน

เรียกแขกได้ทันทีกับการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย วิจารณ์หนักบัตรคนจนทำคนอนาถาและแบ่งชนชั้นกันชัดเจน ดอกแรกโฆษกรัฐบาลออกมาโต้กลับสิ่งที่พูดหวังผลทางการเมือง ก่อนจะตามมาด้วยดาบสองของท่านผู้นำตอกกลับคนวิจารณ์อย่าเล่นการเมืองแบบเดิม รัฐบาลนี้มีแต่จะเข้ามาเพิ่มความสุขให้กับประชาชน

น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย คนหนึ่งต้องแสดงบทบาทนำในการต่อสู้กับเผด็จการเพื่อชนะใจผู้ที่จะสนับสนุนให้กุมบังเหียนพรรคการเมือง ขณะที่คนหนึ่งต้องปกป้องทุกเรื่องที่ตัวเองทำสุดชีวิตว่าดีเด่นไม่มีใครเทียบได้ หากมีจุดอ่อนจนถูกวิจารณ์จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสืบทอดอำนาจ นี่เพียงแค่เริ่มต้นถนนการต่อสู้ยังอีกยาวไกล ไม่ได้มีแค่สองฝ่ายยังมีพวกที่รอคอยจังหวะด้วยการใช้กลวิธีเสี้ยม พร้อม ๆ กับการรอเสียบไปในตัว คนพวกนี้แหละที่น่ากลัวกว่าศัตรูที่เปิดเผยตัวตนเสียอีก