นิมิตหมายใหม่

จะเรียกว่า “ผลพวง” หรือเรียกว่า “อิทธิฤทธิ์” ของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2560 ฉบับนี้ ก็สุดแท้แต่ใจเถอะ แต่ “ผลพวง” หรือ “อิทธิฤทธิ์” ก็ปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

จะเรียกว่า “ผลพวง” หรือเรียกว่า “อิทธิฤทธิ์” ของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2560 ฉบับนี้ ก็สุดแท้แต่ใจเถอะ แต่ “ผลพวง” หรือ “อิทธิฤทธิ์” ก็ปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว

นั่นคือ ผลการเลือกตั้งส..ของฝั่งสืบทอดอำนาจและฝั่งประชาธิปไตย 2 ขั้วการเมือง ออกมาก้ำกึ่งกันมากจนหวั่นเกรงว่าจะเกิด “ทางตัน”

ขั้วหนึ่ง น่าจะตั้งนายกรัฐมนตรีได้ไม่ยาก แต่ตั้งรัฐบาลคงจะยาก ส่วนอีกขั้วหนึ่ง ดูจะมีเสียงมากกว่า แต่คงตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะไม่มีเสียงส.ว. 250 คนหนุน

ว่าไปแล้ว ก็สมตามเจตนารมณ์ของกลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั่นแหละที่มุ่งลดทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมือง พูดกันตามตรงไม่อ้อมค้อม ก็คือต้องการสกัด “พรรคทักษิณ” ที่ผูกขาดชัยชนะเลือกตั้งมาทุกครั้ง ตลอดระยะเวลา 10 ปีนั่นแหละ

ใครหว่านพืชหวังผลไว้อย่างใด ก็ได้ผลตามนั้นแหละ จะไปโวยวายโทษใครได้

อันที่จริง ประเทศไทยก็เคยมีการเมืองระบบ 2 พรรค ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคขั้วทักษิณ อันถือเป็นพัฒนาการชั้นสูงในระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและไม่เกิดความระส่ำระสายในการบริหารราชการแผ่นดินมาได้ถึง 13 ปีแล้ว

เฉกเช่นเดียวกับประเทศต้นแบบประชาธิปไตยเช่นสหรัฐอเมริกา ก็มีพรรครีพับลิกันกับเดโมแครต อังกฤษก็มีเลเบอร์กับคอนเซอร์เวทีฟ สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครองประเทศคราวละ 4 ปีบ้าง 8 ปีบ้าง หรือเป็น 10 ปี

แต่ก็ไม่มีพรรคใดได้ครองอำนาจอย่างจีรังยั่งยืน โดยไม่มีการสลับสับเปลี่ยนจนต้องหาทางออกด้วยการรัฐประหารหรือชัตดาวน์ประเทศ รวมทั้งการยึดทำเนียบฯปิดสนามบินดอก

เพราะการโค่นล้มระบบพรรคการเมือง 2 พรรคอันเป็นไปตามเจตจำนงประชาชนในแต่ละยุคแต่ละช่วงเวลาลงไปไง ถึงได้เกิดการเมืองระบบพิเศษ อันส่อจะเป็น “ทางตัน” ในเวลานี้

อย่างไรก็ดีในระบบการเมืองแบบเบี้ยหัวแตกที่ออกแบบวางแผนกันมา ก็ยังมีนิมิตหมายใหม่อันดีงามทางการเมือง นั่นคือ ชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคอนาคตใหม่

คะแนนส..เขตได้มา 30 คน ส..บัญชีรายชื่อที่คำนวณว่าจะได้จำนวน 58 คน รวมเป็นส.. 88 คน กลายเป็นพรรคอันดับ 3 ของประเทศ แซงหน้าพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยไปเลย

ย้อนหลังไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้วก่อนเลือกตั้ง ยังเป็นที่คาดหมายจะเป็นพรรคต่ำ 10 อยู่เลย เพราะไม่มีอดีตส.ส.ลงสมัคร ไม่มี “บิ๊กเนม” ใด ๆ มาประดับ

ทั้งพรรคก็อาจจะมีแค่ 3 คนเท่านั้นเป็นที่รู้จัก คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ซึ่งเคยเป็นสื่อสารมวลชนมาก่อน

ที่เหลือนอกจากนั้นส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว ที่มีชื่อเสียงในวงจำกัด แต่ก็มีพื้นฐานการศึกษาค่อนข้างดี จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น “พลังหนุ่มสาว” คนรุ่นใหม่ที่มีความคิด อุดมการณ์โดยแท้ ซึ่งประสบการณ์ในอดีต มักไม่ประสบความสำเร็จในเวทีเลือกตั้ง

แต่หนนี้ ไม่ใช่เสียแล้ว! กลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ทั้งที่ไม่มี “ระบบหัวคะแนน” เหมือนพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ในอดีต

ถือเป็นพรรคการเมืองที่มีระบบก้าวหน้าที่สุดแล้ว เพราะบายพาสข้าม “หัวคะแนน” ไปสู่ประชาชนผู้เลือกตั้งโดยตรงเลย จึงตัดปัญหาต้องจ่ายเงินผ่าน “หัวคะแนน” ไปซื้อเสียงไปเลย

ซึ่งพรรคการเมืองเก่ายังต้องพึ่งพา “หัวคะแนน” ยิ่งพรรคที่ชอบอ้างการปฏิรูป ยิ่งต้องจ่ายหนักผ่าน “หัวคะแนน” เป็นอันมาก

ระบบนี้ รับประกันได้เลยว่า ไม่มีการทุจริตซื้อเสียงแน่ นี่เป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยถวิลหาและเรียกร้องมาช้านานแล้วมิใช่หรือ

พรรคอนาคตใหม่ นำมาซึ่งนวัตกรรมใหม่และนิมิตหมายใหม่ทางการเมือง ที่ใสสะอาด ขออย่าได้เปลี่ยนสีแปรธาตุในวันข้างหน้า