พาราสาวะถี

จะเรียกได้ว่าเป็นอาฟเตอร์ช็อกจากกรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อหรือเปล่าไม่ทราบ แต่วันนี้เราได้เห็นการไปยื่นร้องให้กกต.สอบว่าที่ผู้สมัครของพรรคการเมืองอื่นในกรณีเดียวกันเป็นว่าเล่น ที่แหลมคมและน่าสนใจมี 2 กรณี คือ กรณีพรรคเพื่อไทยร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติการรับสมัครเลือกตั้งของ ชาญวิทย์ วิภูศิริ ว่าที่ส.ส.เขต 15 กทม.ของพรรคพลังประชารัฐ

อรชุน

จะเรียกได้ว่าเป็นอาฟเตอร์ช็อกจากกรณีของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อหรือเปล่าไม่ทราบ แต่วันนี้เราได้เห็นการไปยื่นร้องให้กกต.สอบว่าที่ผู้สมัครของพรรคการเมืองอื่นในกรณีเดียวกันเป็นว่าเล่น ที่แหลมคมและน่าสนใจมี 2 กรณี คือ กรณีพรรคเพื่อไทยร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติการรับสมัครเลือกตั้งของ ชาญวิทย์ วิภูศิริ ว่าที่ส.ส.เขต 15 กทม.ของพรรคพลังประชารัฐ

เนื่องจากเอกสารแผ่นพับแนะนำตัวผู้สมัครระบุว่า ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทมหาชนบริษัทหนึ่งที่ดำเนินเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ และชาญวิทย์ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจำนวน 250 ล้านหุ้น และถือว่าเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทดังกล่าว ดังนั้น ถ้านำมาเทียบเคียงกับกรณีของธนาธรที่กกต.แจ้งข้อกล่าวหาเพราะถือหุ้นในบริษัทสื่อจำนวน 6 แสนหุ้นนั้น เรื่องนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น กกต.ต้องแจ้งข้อกล่าวหาเหมือนกัน

ส่วนผู้ถูกกล่าวหาจะมีการโอนหุ้นหรือขายหุ้นไปแล้วหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องเรียกมาให้ถ้อยคำหลังการแจ้งข้อกล่าวหา นี่ก็จะเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งถึงบรรทัดฐานในการดำเนินการของกกต. ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกรณี อภิชิต ถาบุตร ผู้สมัครส.ส.เขต 5 สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ เดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งสกลนคร ให้ทำการตรวจสอบคุณสมบัติของ สมศักดิ์ สุขประเสริฐ อดีตผู้สมัครส.ส.เขตเดียวกันจากพรรคพลังประชารัฐ

เพื่อให้ตรวจสอบว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 42 จากกรณีเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนหรือไม่ พร้อมยื่นเอกสารเป็นหลักฐาน คือ สำเนาหนังสือรับรองและรายละเอียดวัตถุประสงค์ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท ณัฐฐินีย์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นหลักฐานว่าผู้สมัครของพรรคสืบทอดอำนาจเป็นผู้มีหุ้นส่วนในบริษัทดังว่า

นอกจากนั้น ยังมีการแนบวัตถุประสงค์ของบริษัทที่ระบุว่า ประกอบกิจการค้า ทำสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทภาคอุตสาหกรรมบริการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีการก่อสร้าง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประกอบกิจการเพื่อบริการรับทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ สื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท การตลาดและงานบันเทิงทุกประเภท และประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษาการจัดเก็บรวบรวม จัดทำ จัดพิมพ์และเผยแพร่สถิติข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การท้าทายแต่เป็นการตรวจสอบมาตรฐานการพิจารณาและวินิจฉัยของกกต. เพื่อเอาผิดผู้สมัครและพรรคการเมือง เพราะกรณีเดียวกัน ภูวเบศร์ เห็นหลอด ผู้สมัครส.ส.เขต 2 สกลนคร ของอนาคตใหม่ ถูกตัดสินให้ขาดคุณสมบัติ โดยอาศัยหลักฐานจากสิ่งที่ระบุอยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทเพียงอย่างเดียว และมีกระแสข่าวว่าจะนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาต่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 84 และมาตรา 86 เพราะไปเซ็นรับรองภูวเบศร์ด้วย

ในการร้องครั้งนี้ผู้สมัครส.ส.เขต 5 สกลนคร ระบุอีกว่า หากสมศักดิ์จะถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติแบบเดียวกันกับกรณีของภูวเบศร์ ก็จะต้องมีการดำเนินการกับ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในแบบเดียวกับที่กำลังจะเกิดขึ้นกับธนาธรด้วย เพราะหัวหน้าพรรคสืบทอดอำนาจก็ได้เซ็นรับรองผู้สมัครพลังประชารัฐรายนี้ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าทุกกรณีมีสิ่งที่นำมาเทียบเคียงกันได้ตลอด และเป็นหวยล็อกที่ไม่มีทางจะให้กกต.เลี่ยงบาลีได้

ยังไม่หมดเท่านั้น วีระ สมความคิด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอีกหนึ่งกรณีเทียบเคียงคือ หากข้อมูลที่มีการนำเสนอนี้เป็นความจริง กรณีการโอนหุ้นของ ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลคสช.กับกรณีการโอนหุ้นของธนาธรแทบไม่ต่างกันเลย แต่ทำไมผลของการปฏิบัติมันจึงต่างกันชนิดตรงข้าม มีการเลือกปฏิบัติใช่ไหม เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้เชื่อถือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้อย่างไร

โดยวีระยกตัวอย่างว่า นรีรัตน์ ปรมัตถ์วินัย ภรรยาดอน ถือครองหุ้นเกิน 5% ในบริษัท ปานะวงศ์ จำกัด และบริษัท ปานะวงศ์ รีแอลที่ จำกัด จึงเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 187 รวมถึงพ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 ที่กำหนดห้ามรัฐมนตรีและคู่สมรส ถือหุ้นเกิน 5% ในบริษัทเอกชนและไม่แจ้งต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือป.ป.ช.ว่าประสงค์จะรับประโยชน์ในการถือหุ้น 2 บริษัทนี้

กกต.ส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดอนส่งหลักฐานการโอนหุ้นแบบเดียวกับของธนาธรเป๊ะ และมาจดแจ้งกับพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลัง แบบเดียวกับกรณีของธนาธรทุกอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า หุ้นโอนไปแล้วตั้งแต่วันทำหนังสือโอนกัน และลงลายมือชื่อในหนังสือโอนต่อหน้าพยาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 ส่วนการจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเพียงการดำเนินการทางทะเบียน ศาลวินิจฉัยแบบนี้แล้วดอนก็พ้นผิด

ถ้ากรณีธนาธรที่ทำเหมือนกันกับดอนทุกอย่าง แล้วมาวินิจฉัยว่าธนาธรผิด ก็จะเป็นคำตอบให้ ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาว่า ทำไมประชาชนไม่เชื่อองค์กรอิสระ แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร องค์กรอิสระต้องมองดูและเห็นความผิดของตัวเองบ้าง ไม่ใช่เห็นและโทษแต่ประชาชน น่าสนใจไม่น้อยต่อกระบวนการวินิจฉัยของกกต.ที่จะออกมาและปลายทางที่จะเป็นผู้ชี้ขาดกรณีของธนาธร

ยังไม่หมดแค่นั้น กกต.ที่วันนี้ความน่าเชื่อถือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ยังถูกตั้งคำถามเพิ่มเติมอีก จากกรณีแหล่งข่าวรายการเรื่องผลสอบโต๊ะจีนพรรคสืบทอดอำนาจ ที่ปรากฏข่าวในทำนองว่า กกต.อาจจะยกความผิดของพรรคดังว่า เนื่องจากบางหน่วยงานของรัฐที่ถูกพาดพิงยังไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีพรรคทำให้ไม่สามารถเอาผิดได้ ทั้งที่ความผิดในกรณีนี้ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว มีการจัดโต๊ะจีน ระดมทุน ยื่นความจำนงและออกเช็คเพื่อซื้อโต๊ะจีน ลำพังสอบล่าช้าก็ถูกครหาแล้ว แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง นี่คือความพยายามฟอกขาวให้พรรคสืบทอดอำนาจดี ๆ นี่เอง