SGP อวดกำไร Q1 กระฉูด 4 เท่าตัว เดินหน้าลงทุนคลังก๊าซตปท.-เร่งขยายกองเรือรับยอดขายเพิ่ม

SGP อวดกำไร Q1 กระฉูด 4 เท่าตัว เดินหน้าลงทุนคลังก๊าซตปท.-เร่งขยายกองเรือรับยอดขายเพิ่ม

นายศุภชัย วีรบวรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP เปิดเผยว่า ผลประกอบการในงวดไตรมาส 1/2562 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 560.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 459.27 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 455.76%  จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 100.77 ล้านบาท

โดยมีรายได้รวม 17,648.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,054.90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.18%  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 15,593.78 ล้านบาท เป็นผลมาจากยอดขายก๊าซ LPG ในต่างประเทศมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ราว 30% โดยราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกโดยรวมงวด 3 เดือนของไตรมาส 1/2562 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 462 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน เทียบกับงวดเดียวกันของปี 2561 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 523 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน

“ทั้งรายได้และกำไรในไตรมาส1/62 เป็นที่น่าพอใจมาก สอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีนี้ โดยสยามแก๊สฯ ยังคงเน้นการลงทุนขยายธุรกิจ LPG ทั้งในประเทศที่เข้าไปตั้งคลังก๊าซและโรงบรรจุแล้ว และประเทศใหม่ๆที่มีความต้องการใช้ LPG โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันตก ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่มีรายได้สม่ำเสมอ อาทิเช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อที่จะทำให้บริษัทมีผลกำไรที่มีความมั่นคงมากขึ้น” นายศุภชัย กล่าว

ขณะที่ความคืบหน้าการลงทุนในประเทศต่างๆ  ล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดให้บริการคลังก๊าซแอลพีจีที่ North Port ใกล้เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 10,000 ตัน/เดือน ทำให้สามารถขยายศักยภาพการขายเพิ่มในฝั่งมาเลเซียตะวันตก ซึ่งมีศักยภาพมากในการขาย และบริษัทมีแผนเปิดคลังก๊าซแอลพีจี ที่เมืองปีนัง คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 4/2562

ด้านคลังก๊าซแอลพีจีในประเทศเมียนมานั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดแล้วเสร็จและสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 1/2563 โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 8,000-10,000 ตัน/เดือน

ส่วนแผนการลงทุนในประเทศบังคลาเทศ นั้น บริษัทอยู่ระหว่างหาพื้นที่ก่อสร้างคลังพร้อมโรงบรรจุก๊าซ LPG เพื่อสามารถรุกตลาดค้าปลีก (Retail market) ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่า โดยในปี 2562 บริษัทคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดยอดขายแก๊สในบังคลาเทศราว 70%  ในลักษณะของการขายส่งเป็นลำเรือ โดยปี 62 นี้คาดว่ายอดขายจะอยู่ราว 30,000 – 40,000 ตัน/เดือน

ด้านความคืบหน้าการลงทุนสร้างคลังและโรงบรรจุก๊าซ LPG ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัทย่อย และดำเนินการจัดหาที่ดินเพื่อลงทุน คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในปี 62

นอกจากนี้ จากยอดขายในประเทศต่างๆที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทมีแผนขยายกองเรือบรรทุกก๊าซ แอลพีจี  แบ่งเป็นเรือ VLGC 1 ลำ และเรือบรรทุกก๊าซ แอลพีจี ขนาดเล็ก (Pressurize Cargo) อีก 3 ลำ เพื่อรองรับการเติบโตของยอดขายบริเวณ เอเซียตะวันตก

ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า 2 แห่งในประเทศเมียนมา มีขนาดกำลังการผลิต 230 เมกะวัตต์ และขนาดกำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ดำเนินการจ่ายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วทั้งสองแห่ง โดยบริษัทเชื่อว่าธุรกิจโรงไฟฟ้าจะช่วยให้ผลกำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอและมั่นคง รวมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้

“จากแผนการลงทุนและการเปิดคลังก๊าซแอลพีจี ในต่างประเทศ เชื่อว่าปี 2562 บริษัทฯ จะสามารถสร้างยอดขายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ได้ 3.8 ล้านตัน หรือเติบโตขึ้นราว 10 % จากปีที่ผ่านมา และเป้าหมายรายได้ที่ 75,000 ล้านบาท ได้ตามเป้าหมายที่ไว้วาง ซึ่งเป็นไปตามยอดขายต่างประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการ LPG ในภูมิภาคเอเชียที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูง โดยบริษัทจะเน้นไปที่ตลาดเกิดใหม่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่น ประเทศบังคลาเทศและเวียดนาม” นายศุภชัย กล่าว