KTAM เปิดขาย 2 กองทุนใหม่ ชูยีลด์สูงสุด 2%

KTAM เปิดขาย 2 กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ อายุ 6 เดือน และ 1 ปี คาดผลตอบแทน 1.80-2.00% ขายวันนี้-18 มิ.ย.นี้

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ  บลจ.กรุงไทย หรือ KTAM เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ในระหว่างการเปิดจำหน่ายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 2 กองทุนให้นักลงทุนได้เลือกตามความเหมาะสม ได้แก่  กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้  เอฟไอเอฟ 241 (KTFF241) อายุโครงการ 12 เดือน และกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 245 (KTFF245)  อายุโครงการ 6 เดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2562 เงินลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท เน้นลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

โดยกองทุน KTFF 241 และกองทุน KTFF 245 ลงทุนในเงินฝากประจำ Agricultural Bank China, Bank  of China, China Construction Bank Asia , Qatar National Bank , AL Khalimj Commercial Bank, AL Ahli Bank และ Commercial Bank PQSC  ผลตอบแทนของกองทุน KTFF 241 อยู่ที่ประมาณ 2.00% ต่อปี ส่วนกองทุน KTFF 245  อยู่ที่ 1.80%

สำหรับอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในประเทศ อายุคงเหลือต่ำกว่า 6 เดือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแรงขายทำกำไรของนักลงทุน  ในขณะที่อายุคงเหลือตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป อัตราผลตอบแทนมีการปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุตามแรงซื้อ  โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติตามกระแส การหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ( Risk off ) จากความกังวลเรื่องสงครามการค้า การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)  มีแนวโน้มที่อาจจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

ส่วนอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีการปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุ เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 75,000  ตำแหน่งต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 175,000  ตำแหน่ง  และอัตราการจ้างงานรายชั่งโมงที่ชะลอตัว โดยอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้  อายุคงเหลือ 2 ปีปรับตัวลดลง 10  bps.  มาอยู่ที่ 1.85% ต่อปี อายุคงเหลือ  5 ปี ปรับตัวลดลง  8  bps.  อยู่ที่ 1.85% ต่อปี และอายุคงเหลือ 10 ปี  ปรับตัวลดลง 5 bps  มาอยู่ที่  2.09% ต่อปี

ทั้งนี้  กองทุน KTFF 245 และกองทุน KTFF 241 จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง  ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน จากปัจจัยต่างๆ  และต้องการโอกาสรับผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้

นอกจากนี้บริษัทเตรียมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน  จำนวน  4 กองทุน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1  มกราคม – 31 มีนาคม  2562  ในวันที่  14  มิถุนายน 2562 นี้

ประกอบด้วย กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย( TFFIF) โดยบริษัทเป็นผู้จัดการกองทุนร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี   จำกัด (มหาชน) ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการลงทุน  มีมติจ่ายเงินปันผล และลดทุนจดทะเบียนครั้งที่ 2  โดยจ่ายเงินปันผล ในอัตรา 0.1025  บาทต่อหน่วย และลดทุนจดทะเบียนจากสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดจากการตัดจำหน่ายค่าใช้จ่ายในการออกและเสนอขายหน่วยลงทุนซี่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด โดยลดเงินทุนจดทะเบียนในอัตรา 0.0158 บาทต่อหน่วย  รวมเป็นเงินจ่ายปันผลและลดทุนทั้งสิ้นในอัตรา 0.1183 บาทต่อหน่วย ด้วยการลดมูลค่าที่ตราไว้ จากหน่วยละ 9.9911 บาท  ลดลงเหลือหน่วยละ 9.9753 บาทต่อหน่วย  รวมเป็นเงินกว่า 468  ล้านบาท

ทั้งนี้  กองทุนลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ในสิทธิที่จะได้รับร้อยละ 45  ของรายได้ค่าผ่านทางรวมสุทธิที่จัดเก็บได้จากเส้นทางในปัจจุบันของทางพิเศษฉลองรัฐ และบูรพาวิถี  ตามสัญญาโอน และรับโอนสิทธิในรายได้ ( RTA )  เป็นระยะเวลา 30 ปี

โดยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  ( EGATIF) จ่ายเงินปันผลครั้งที่ 14  ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย  คิดเป็นเงินกว่า 417 ล้านบาท กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตลาดไท ( TTLPF )   จ่ายเงินปันผลครั้งที่ 34 ในอัตรา 0.4220 บาทต่อหน่วย  รวมเป็นเงินประมาณ 76 ล้านบาท  และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซี .พี ทาวเวอร์  โกรท ( CPTGF ) จ่ายเงินปันผล ครั้งที่ 21 ในอัตรา 0.2180 บาทต่อหน่วย  เป็นเงินกว่า 210 ล้านบาท  ทั้งนี้  การจ่ายเงินปันผลทั้ง 4 กองทุน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1,200ล้านบาท