จังหวะเก็บ ORI โบรกฯชี้ผลงานทั้งปีโตดี P/E ต่ำ-ยีลด์สูง 5%

จังหวะเก็บ ORI โบรกฯผลงานทั้งปีโตดี แถม P/E ต่ำ-ยีลด์สูง 5%

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจข้อมูลและบทวิเคราะห์หุ้น บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI หลังนักวิเคราะห์มองว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ ORI จะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่ากลุ่ม และคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ในกรอบจำกัด

อีกทั้งจากการสำรวจอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ล่าสุด ณ วันที่ 11 มิ.ย.2562 อยู่ที่ 5.09% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ส่วน P/E อยู่ที่ระดับ 5.21 เท่า ต่ำกว่า P/E กลุ่ม ซึ่งอยู่ที่ 14.68 เท่า และต่ำกว่า P/E ของ SET ซึ่งอยู่ที่ 17.99 เท่า

โดย นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ORI ราคาเป้าหมาย 11.10 บาท/หุ้น อิง PEG ของกลุ่มที่ 1 เท่า และ Cagr ในอนาคตที่ 12.4% เนื่องจากคาดว่าการเติบโตของ ORI จะสูงกว่าคู่แข่ง เช่น AP, LPN, SPALI และ PSH  นอกจากนี้ผู้บริหารของ ORI เผยว่ามีแผนในการเปิดตัวโครงการ 2.73 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นโครงการประเภทบ้านและคอนโดในระดับกลาง – ล่างเป็นหลัก และด้วยงานในมือที่สูงจะรองรับรายได้ในอนาคต ประกอบกับการขยายไปยังตลาดบ้านมากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทลง

ทั้งนี้บริษัทมีการปรับสัดส่วนของบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้น 61% เป็น 9.65 พันล้านบาท และปรับลดสัดส่วนของคอนโดลง ด้วยการเปิดตัวบ้านเดี่ยวแบรนด์ ‘Park Villa’ เพื่อรองรับอุปสงค์ความต้องการที่อยู่ที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเปิดตัวคอนโดแบรนด์ใหม่ ‘The Origin’ คิดเป็นสัดส่วน 48% ของยอดเปิดตัวในปี 2562

ส่วน นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ORI ประเมินราคาเป้าหมาย 10.10 บาท (PE ที่ 7.6 เท่า) แม้ ORI จะไม่ใช่หุ้นที่บล.ฟินันเซีย ไซรัส ชอบที่สุดในกลุ่ม แต่ปัจจุบัน PE ก็ถูกที่สุดในกลุ่ม ROE 30% และ Dividend yield 7% สูงสุดในกลุ่ม ORI ถูกคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในดัชนี SETHD ในเดือน มิ.ย.

นอกจากนี้คาดกำไรปกติปีนี้โต 14% สูงสุดในกลุ่ม (กลุ่มฯ +1%) จาก Backlog ที่รอโอนช่วงที่เหลือของปี 9.5 พันล้านบาท  คิดเป็น 78% ของคาดการณ์รายได้ทั้งปี คาดกำไรไตรมาส 2/62 มีโอกาสดีกว่าคาดเพราะคอนโด 2 แห่งโอนเร็วขึ้น กระแสดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกเป็น Sentiment บวกต่อราคาหุ้นซึ่งรับข่าวลบกับ LTV มากเกินไป

ด้าน นักวิเคราะห์ บล.เอเอสแอล ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น ORI ราคาเป้าหมาย 9.80 บาท/หุ้น จาก 3 ปัจจัยได้แก่ 1. ผลกระทบจากมาตรการ LTV ยังจำกัดต่อผลประกอบการ 2. แม้แนวโน้มไตรมาส 2/62 จะทรงตัวแต่ ในช่วงครึ่งหลังของปีจะโดดเด่นอย่างมาก เป็นช่วงเวลาสะสมการลงทุน และ 3. Dividend yield ที่อยู่ในระดับสูง พร้อมราคาปัจจุบันมี Upside ที่น่าสนใจ

โดยภาพรวมหลังจากการใช้มาตรการ LTV ไป 2 เดือน ผลกระทบต่อ ORI จะเป็นในกลุ่ม segment 3-5 ล้านบาท เช่นโครงการ Notting Hill โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 4 โครงการที่สร้างแล้วเสร็จ แต่อย่างไรก็ตามด้วยยอด presale สะสม ที่มีมากกว่า 70% จึงได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่ขณะที่โครงการ ongoing project  อย่าง Notting Hill Saphanmai ที่มียอด presale สะสมเพียง 20% จะได้รับผลกระทบที่มากกว่า โดย บล.เอเอสแอล มีการปรับลด speed ของยอด presale ในกลุ่มนี้ลงเพื่อสะท้อนปัจจัยลบจาก LTV

อย่างไรก็ตามแนวโน้มไตรมาส 2/62 ทรงตัว แต่ยังโดดเด่นเหนือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างซบเซาจากวันหยุดที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้กิจกรรมการขายและโอนฯ ชะลอตัว โดยประเมินยอดโอนไตรมาสนี้ราว 3.0-3.2 พันล้านบาท  ซึ่งพอร์ทโอนหลักมาจากบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ BRITANIA คาดบันทึกเป็นรายได้ราว 1.5 – 1.7 พันล้านบาท ส่วนโครงการคอนโด B-LOFT คาดบันทึกรายได้ 170 ล้านบาท และจาก park24 อีกราว 600 ล้านบาท คาดว่าผลประกอบการจะทรงตัวในไตรมาส 2/62 แต่จะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างมากในครึ่งหลังปี 2562 ซึ่งจะสูงสุดในไตรมาส 4/62 เพราะมีโครงการเสร็จพร้อมโอนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ORI เริ่มขยายพอร์ทแนวราบมากขึ้นเป็นสัดส่วน 23% : 77% จากเดิม 11% : 89% ผ่านแบรนด์ Park Villa ที่ช่วยจับลูกค้าที่เป็น real demand มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้เปิดแบรนด์คอนโดใหม่ชื่อ The Origin ที่เน้นกลุ่มลูกค้า first job ในพื้นที่ใกล้เคียงกับรถไฟฟ้า ด้าน Backlog อยู่ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท (แบ่งเป็น ORI 1.7 หมื่นล้านบาท , JV 1.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งได้ secured รายได้ปี 2562 / 2563 / 2564 ไว้แล้ว 73% / 53% / 43% ตามลำดับ สำหรับการเปิดขายโครงการใหม่จะคึกคักมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ทั้งแนวราบและแนวสูง ด้านธุรกิจโรงแรมจะเริ่มเปิดให้บริการ (soft launch) 2 แห่งในช่วงปลายปีนี้ โดยเราคาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ที่ 3.61 พันล้านบาท ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบจากปีก่อน

ขณะที่ ราคาหุ้น ORI ปิดตลาดวานนี้ (12 มิ.ย.) อยู่ที่ 7.50 บาท ลบ 0.10 บาท หรือ 1.32% สูงสุดที่ 7.65 บาท ต่ำสุดที่ 7.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 31 ล้านบาท และยังมีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายที่ 11.10 บาท อยู่ 48%