ขาขึ้นที่เปราะบาง

ไม่ได้เห็นนานแล้วที่ดัชนี SET ทะลุแนวต้าน 1,700 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายมากกว่า 1 แสนล้านบาทในวันเดียว

พลวัตปี 2019 : วิษณุ โชลิตกุล

ไม่ได้เห็นนานแล้วที่ดัชนี SET ทะลุแนวต้าน 1,700 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายมากกว่า 1 แสนล้านบาทในวันเดียว

ถือว่าสมกับภาวะกระทิงเช่นเคย

คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่ามาจากสาเหตุใดเพราะเช้าวานนี้ก็คงรู้กันแล้วว่าเฟด จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยตามคาดหรือไม่

ถ้าเฟด ส่งสัญญาณตอกย้ำจริงกระทิงก็คงจะวนเวียนในตลาดหุ้นไทยต่ออีกตลอดสัปดาห์นี้ส่งผลให้ดัชนี SET ฝ่าแนวต้านขึ้นไปหาแนวต้านใหม่ 1,730 จุดได้ แต่จะผ่านหรือไม่คงต้องตอบว่ายากพอสมควรเว้นเสียต้องการเวลาและปัจจัยบวกใหม่ ๆ ที่แรงพอ

ลำพังปัจจัยเด่นช่วงนี้ที่ล้วนมาจากปัจจัยภายนอกเช่นข่าวดีจากเฟด ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าสงครามการค้าคลี่คลายและการจัดตั้งรัฐบาลไทยชุดใหม่ในสัปดาห์หน้าอาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ดัชนีเดินหน้าไปต่อ

เหตุผลเพราะปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยเสริมระยะสั้นไม่ใช่เกิดจากผลประกอบการของบริษัทเจ้าของราคาหุ้น

คงไม่เกินเลยนักหากจะบอกกันว่าภาวะกระทิงรอบนี้เป็นกระทิง พองลม ที่ทำให้ขาขึ้นของตลาดมีความเปราะบางแอบแฝงอยู่

โดยเฉพาะกรณีของฟันด์โฟลว์ที่ทำให้ค่าบาทแข็งเกินกว่าที่ธุรกิจส่งออกจะแบกรับไหวหากเมื่อใดที่ธุรกิจส่งออกถดถอยลงเศรษฐกิจไทยน่าจะย่ำแย่ตามไปด้วยน่าจะยิ่งทำให้ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมต่ำเตี้ยลงดันค่าพี/อีตลาดให้สูงขึ้นเกินระดับที่ดัชนี SET จะเดินหน้าต่อไป

คำเตือนของนักวิเคราะห์ที่ว่าแม้ประเด็นสงครามการค้าจะดูดีขึ้นจากความหวังที่ว่าสหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุมG20 ช่วงปลายเดือนนี้พร้อมกับเปิดเผยว่าเขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับปธน.สี จิ้นผิง ซึ่งการหารือเป็นไปด้วยดีขณะที่คณะเจรจาการค้าของสหรัฐและจีนจะเริ่มการเจรจาครั้งใหม่ก่อนที่เขาและปธน.สี จิ้นผิง จะพบปะกันแต่นักลงทุนควรระวังความผันผวนด้วยที่อาจเกิดจากความคาดหวังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในรอบ12 เดือนข้างหน้าเนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นภาพในมุมมองของคณะกรรมการเฟด อีกทั้งภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดีอาจไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยหากสหรัฐฯ ยังตรึงดอกเบี้ยอาจทำให้ตลาดฯผันผวนหรือเปลี่ยนความคาดหวังก็อาจทำให้มีแรงขายทำกำไรได้ อย่างไรก็ดีต้องติดตามผลประชุมเฟดให้ชัดเจนก่อนจึงน่าสดับรับฟังไม่น้อย

สถานการณ์ที่นักลงทุนต้องพิจารณาก่อนจะเหลิงลมไปกับภาวะกระทิงจนสติหลุดลอยอยู่ที่ว่าโจทย์ใหญ่ของตลาดหุ้นในยามดอกเบี้ยในตลาดโลกเป็นขาลงคือตลาดจะเป็นขาลงหรือขาขึ้นเพราะว่าในระยะยาวแล้วดัชนีตลาดจะต้องลงตามอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยคือภาพสะท้อนความต้องการเงินของทั้งธุรกิจและผู้บริโภค

ดังที่ทราบกันดีว่าตลาดหุ้นไทยอาจจะโชคดีเพราะข่าวสารและข้อมูลลบของอัตราดอกเบี้ยขาลงของโลกกลายเป็นข่าวดีเฉพาะหน้าส่วนหนึ่งเพราะทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งเกินกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่ทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาเพื่อหลบภัยผ่านตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราทำให้ค่าบาทแข็งต่อเนื่องที่สุดในเอเชียตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นข้ามหลายแนวต้าน

ตลาดเก็งกำไรกลับมาคึกคักเพราะฟันด์โฟลว์ไหลเข้ารุนแรง  ส่งผลต่อตลาดหุ้นและตลาดทุนไทยเชิงบวกเพราะจะทำให้ทุนเก็งกำไรพากันหนีตายเข้ามามาก

ตัวเลขซื้อสะสมสุทธิของต่างชาติในตลาดหุ้นไทยที่เริ่มเป็นบวกอีกครั้งหลังจากติดลบมาในช่วง 5 เดือนแรกนอกจากเหตุเพราะไทยมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศแข็งแกร่งแล้วส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะบรรดาทุนเก็งกำไรต่างชาติต่างรู้ทัน “จุดอ่อน” อำนาจรัฐไทยได้ดีว่ากระทรวงการคลังไม่มีอำนาจควบคุมนโยบายการเงินที่อยู่ในกำมือเทคโนแครตอย่างผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และธปท.ก็มีขีดจำกัดในการแทรกแซงค่าบาท

แม้จะยังไม่มีคำยืนยันว่ากองทุนเก็งกำไรข้ามชาติหรือฟันด์โฟลว์ที่เชื่อกันว่าเตรียมเงินก้อนใหญ่ระดับ 8 หมื่นล้านบาทเพื่อเข้ามาในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทยปีนี้สบช่องพากันเร่งซื้อเงินบาทเพื่อนำมาถือหลักทรัพย์ที่กล่าวมาจนล่าสุดค่าบาทแข็งสุดในรอบ 2 เดือนและล่าสุดต่ำกว่า 31.30 บาทต่อดอลลาร์ด้วยมีจริงแค่ไหน แต่การไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ที่ค่อนข้างมากและบาทแข็งจากผลพวงการลดดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ถือเป็นปัจจัยบวกที่มีมายาเจือปนอย่างเลี่ยงไม่พ้น

การมีสติไว้เตือนตนเองเสมอว่าอย่าติดกับดัก “ คุณตลาด ”  จึงยังคงเป็นอาวุธและเกราะกำบังพร้อมกันไป