พาราสาวะถี

คำว่า “ประชาธิปไตยจอมปลอม” ที่วอชิงตันโพสต์ สื่อยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกาใช้เรียกขานสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น คงไม่ต้องไปแก้ต่างอะไรอีกแล้ว เพราะสิ่งที่เห็นและเป็นไปมันอธิบายตัวเองได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่กรณีการเลือกส.ว.ลากตั้ง จนกระทั่งมากรณีหุ้นสื่อที่กระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียนขององค์กรที่เกี่ยวข้องดำเนินไปอย่างไร้มาตรฐาน หากใช้รายของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นตัวตั้ง หากใช้กรณีของอดีตผู้สมัครเขต 1 สกลนครพรรคอนาคตใหม่เป็นบรรทัดฐาน

อรชุน

คำว่า ประชาธิปไตยจอมปลอม” ที่วอชิงตันโพสต์ สื่อยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกาใช้เรียกขานสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น คงไม่ต้องไปแก้ต่างอะไรอีกแล้ว เพราะสิ่งที่เห็นและเป็นไปมันอธิบายตัวเองได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่กรณีการเลือกส.ว.ลากตั้ง จนกระทั่งมากรณีหุ้นสื่อที่กระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียนขององค์กรที่เกี่ยวข้องดำเนินไปอย่างไร้มาตรฐาน หากใช้รายของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นตัวตั้ง หากใช้กรณีของอดีตผู้สมัครเขต 1 สกลนครพรรคอนาคตใหม่เป็นบรรทัดฐาน

กระบวนการตั้งต้นของเรื่องนี้จากเดิมทีกระชับฉับไว้ แต่พอมีคนไปยื่นร้องซ้ำกับคนที่ไม่ใช่พรรคเป้าหมาย ไม่ใช่คนที่ต้องไม่ได้เข้าสภา กลับพบความเฉื่อยชาล่าช้าอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วเช่นนี้มันจะทำให้ความเชื่อถือ เชื่อมั่นของประชาชนมีต่อองค์กรเหล่านั้นได้อย่างไร และแน่นอนว่ามันได้ถูกตีตราไว้แล้วเช่นกัน นี่คือลิ่วล้อ บริวารของเผด็จการที่พร้อมจะทำตามคำสั่ง รับใบสั่ง อย่าอ้างว่าจะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ หากเป็นแค่กรณีใกล้เคียงอาจพูดเช่นนั้นได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เหมือนกันเด๊ะมันจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบาย

สิ่งที่สื่อต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์แล้วถูกโจมตี กล่าวหาจากฝ่ายกุมอำนาจและพวกจงรักภักดีต่ออำนาจเผด็จการว่า เป็นการนำข้อมูลจากพวกไม่รักประเทศชาติไปขายให้คนต่างประเทศ เพื่อโจมตีให้ร้ายประเทศไทย ทั้งที่ ความจริงแล้วสิ่งที่ปรากฎต่อสาธารณะนั้น ที่บางครั้งต่างชาติยังรู้มากกว่าคนไทย ได้ข้อมูลลึกกว่าหน่วยงานด้านการข่าวของทางการไทยเสียด้วยซ้ำไป มันเป็นสิ่งที่ประจานความมีอยู่จริงของขบวนการสืบทอดอำนาจที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่ยาว โดยไม่อินังขังขอบต่อข้อครหาใด ๆ

ไม่เพียงเท่านั้น การพลิกลิ้นชนิดปลิ้นปล้อนของนักการเมืองผู้แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยค้ำชูให้อำนาจเผด็จการได้สืบทอดอย่างสบายใจ เนื่องจากเข้าใจธรรมชาติในธาตุแท้ของพวกเสือหิวเสือโหยทั้งหลาย แต่คำถามสำหรับอนาคตของบ้านเมืองในมิติทางการเมืองคือ จะต้องเดินกันแบบนี้ต่อไปอย่างนั้นหรือ คำตอบคือใช่ ตราบใดที่รัฐธรรมนูญที่อำนาจสืบทอดใช้เป็นเครื่องมือยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งก็เป็นไปได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ถ้าเช่นนั้นอะไรจะเกิดขึ้น คงไม่มีอะไรแน่ หากประชาชนอยู่ดีกินดี ฐานะทางเศรษฐกิจถูกยกระดับให้ดีขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นเหตุผลอันสวยหรูของเผด็จการในการยึดอำนาจถูกขจัดให้หมดไป แต่ดูแนวโน้มแล้ว ยังไม่เห็นทิศทางที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่า เมื่อพูดถึงผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ปุจฉาที่จะตามมาคือ หากเรื่องหนึ่งเรื่องใดประสบผลสำเร็จจะมีการอ้างหรือแย่งชิงผลงานกันหรือไม่ ในเมื่อหัวหน้าทีมและกระทรวงที่เกี่ยวข้องไม่ได้เป็นพรรคเดียวกัน

อย่าบอกว่าแต่ก็เป็นพวกเดียวกัน เพราะในความเป็นจริงช่วงที่ทำงานด้วยกันอาจพูดได้ แต่ในจังหวะที่กระโจนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้จะถูกเคลมเป็นผลงานของแต่ละพรรคไปโดยปริยาย ดังนั้น ในห้วงที่กำลังรอความชัดเจนเรื่องรายชื่อของรัฐมนตรีนั้น เราลองไปไล่เรียงดูนโยบายของ 3 พรรคสำคัญในรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 กันดูว่า ใครมีโอกาสที่จะสร้างความประทับใจให้ประชาชนได้มากกว่ากัน

พลังประชารัฐ กับสโลแกน “นโยบายสร้างชาติ เพิ่มพลังเศรษฐกิจ” สิ่งที่เป็นพันธะสัญญาว่าจะต้องทำและทำทันทีเมื่อกลับมาเป็นรัฐบาลก็คือ ค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาท คนจบปริญญาตรีเงินเดือน 2 หมื่นบาท อาชีวะเงินเดือน 18,000 บาท เด็กจบใหม่ยกเว้นภาษี 5 ปี ยกเว้นภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 ปี ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญที่ถือเป็นการเกทับบลัฟแหลกกันประชาธิปัตย์ก็คือ โครงการมารดาประชารัฐ ที่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอดจนกระทั่งเด็กเติบโต จะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 181,000 บาท

ยังไม่นับรวมโครงการโคแก้จน และอีกหลายเรื่องที่บรรดาแกนนำกลุ่มก๊วนในพรรคไปสัญญาไว้กับประชาชนช่วงหาเสียงเลือกตั้งอีก สิ่งนี้แม้จะเป็นเพียงสัญญาส่วนตัวหรือเรื่องของบุคคล แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่พรรคจะมองข้ามไม่ได้ โจทย์ใหญ่อีกประการสำหรับพรรคแกนนำก็คือ การกลับมารอบนี้ของผู้นำเผด็จการไม่มีอำนาจวิเศษที่จะเสกทุกอย่างให้เป็นไปได้ภายในพริบตา เหมือนที่เคยใช้ม.44 ที่เคยชอบลุงเพราะทำให้ได้ทุกอย่าง มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

ด้านพรรคเก่าแก่ โจทย์ใหญ่ก็ไม่ต่างจากพรรคแกนนำจากนโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ไล่ตั้งแต่เกิดปั๊บรับแสน ประกันรายได้เกษตรกร ประกันราคาข้าว โครงการโฉนดสีฟ้า ธนาคารที่ดิน รับประกันรายได้แรงงาน 400 บาทต่อวัน บำนาญถ้วนหน้า 1 พันบาท เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยสวัสดิการ 1,000 บาท เบี้ยสวัสดิการผู้ยากไร้ 800 บาทต่อเดือน กองทุนสมาร์ทเอดูเคชั่น เรียนฟรีถึงปวส.จบแล้วมีงานทำ ที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับตลาดทุนก็คือ ดันดัชนีหุ้น 2,500 จุดใน 4 ปี

สิ่งเหล่านี้ แม้จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ประชานิยม แต่เมื่อประกาศไปแล้วต้องทำให้ได้ ไม่ต่างจากภูมิใจไทย ที่ชูลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน โดดเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลก็นโยบายกัญชาไทยปลูกได้เสรี บุรีรัมย์โมเดลคือการหาจุดเด่นในการพัฒนาเมือง เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ชูเรื่องกีฬา  ทำงานที่ออฟฟิศสัปดาห์ละ 4 วัน เรียนสัปดาห์ละ 4 วัน เรียนออนไลน์ฟรีตลอดชีพ ตั้งกองทุนข้าวเพิ่มรายได้ให้ชาวนาเปลี่ยนสวนปาล์มเป็นบ่อน้ำมัน เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนใต้เปลี่ยนเสียงระเบิดเป็นเครื่องจักร เปลี่ยนงบลับเป็นงบลงทุน

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพันธะสัญญาที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องนำนโยบายเหล่านั้นมาเขย่าเพื่อขยับให้ประชาชนได้รับอานิสงส์อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว สิ่งที่ต้องทำให้ได้คงหนีไม่พ้นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำกับราคาพืชผลทางการเกษตร ส่วนบรรดาประชานิยมทั้งหลายแหล่นั้น ดูจากเงื่อนไขเม็ดเงินที่จะใช้กันแล้ว หากทำจริงสิ่งที่ต้องตอบให้ได้คืองบประมาณเพียงพอหรือไม่ ถ้าทำได้คนจนคงหมดประเทศของจริง ไม่ใช่จนกันหมดประเทศเหมือนวาทกรรมที่รัฐบาลเผด็จการผลิตซ้ำแต่ทำไม่ได้ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ส่วนรายชื่อรัฐมนตรีนั้น เวลานี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบกันอย่างละเอียด ทำไปทำมากลายเป็นว่ามีบางรายของพรรคแกนนำเองที่จะมีปัญหา แต่คงไม่ติดขัดอะไรเพราะมีการส่งสองรายชื่อประกบ ใครที่วืดก็ต้องทำความเข้าใจกันหนักหน่อย ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลถ้าถูกตีกลับอีกรอบคงต้องทบทวนท่าทีกันใหม่เช่นกัน แต่ยืนยันหนักแน่นมาจาก อนุทิน ชาญวีรกูล คนของภูมิใจไทยใสสะอาดทุกราย ขอให้มันเป็นเช่นนั้นตลอดอายุรัฐบาล อย่าให้ต้องหักกันเองเหมือนเมื่อคราวร่วมรัฐนาวาเทพประทานก็แล้วกัน