ผลพวงปิดด่านถาวร สกัด “โควิด-19” ฉุดการค้าชายแดน-ผ่านแดน ไตรมาสแรก ปี 63 วูบ 7.64%

"กระทรวงพาณิชย์" ชี้ผลพวงปิดด่านถาวร สกัด "โควิด-19" ฉุดการค้าชายแดน-ผ่านแดน ไตรมาสแรก ปี 63 วูบ 7.64%

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 264,969 ล้านบาท ลดลง 7.64% แบ่งเป็น การส่งออก 187,564 ล้านบาท ลดลง 5.42% และ การนำเข้า 77,405 ล้านบาท ลดลง 12.61% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 110,159 ล้านบาท

โดยการค้าชายแดนมาเลเซียยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มูลค่า 56,475 ล้านบาท ลดลง 27.78% เป็นการส่งออก 25,731 ล้านบาท ลดลง 27.17% นำเข้า 30,744 ล้านบาท ลดลง 28.28% รองลงมาคือ สปป.ลาว มูลค่า 42,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.43% กัมพูชา มูลค่า 48,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.01% และเมียนมา มูลค่า 48,167 ล้านบาท ลดลง 2.90%

ขณะที่การค้าผ่านแดนไปยังจีนตอนใต้หลังจากจีนเปิดประเทศ เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 คลี่คลาย มีมูลค่าการค้าเพิ่มสูงถึง 28,626 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.88% เป็นการส่งออก 11,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.88% นำเข้า 17,327 ล้านบาท ลดลง 1.23% รองลงมา คือ สิงคโปร์ มูลค่า 19,701 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.41% และเวียดนาม มูลค่า 13,538 ล้านบาท ลดลง 27.86% ตามลำดับ

สำหรับมูลค่าการส่งออก กัมพูชานับเป็นประเทศที่ไทยส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 14.25% โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ สินค้าปศุสัตว์และรถยนต์ อุปกรณ์

ด้านเมียนมา มูลค่าการส่งออกยังคงลดลง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซล เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และผ้าผืนและด้าย

ส่วนทางด้านมาเลเซีย มีการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้ายางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยาง

และด้านสปป.ลาว สถานการณ์การส่งออกยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ ผลไม้สดแช่เย็น และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า สถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขยายวงกว้างไปในหลายๆ ประเทศ ซึ่งยังคงเกิดวิกฤตอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง

โดยประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านยังคงได้รับผลกระทบ ทั้งทางด้านการค้าและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสาเหตุที่สำคัญมาจากการปิดจุดผ่านแดนถาวรของไทยจากเดิมมีจำนวน 42 จุด แต่เปิดจุดผ่านแดนถาวรจำนวน 25 จุดทั่วประเทศ ทำให้เหลือช่องทางในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านน้อยมาก จึงทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศยังคงเกาะติดและสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดตามแนวชายแดนด่านทั่วประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะจบลง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนของไทยมาโดยตลอด ดังนี้

1.ไทย-มาเลเซีย ขอเจรจากับประเทศมาเลเซีย เพื่อผลักดันให้มาเลเซีย เปิดด่านเพิ่มเติม (ทุกสินค้า) ได้แก่ ด่านบ้านประกอบ จ.สงขลา และด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยไปมาเลเซีย ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ด่านสะเดา มีความแออัดบริเวณหน้าด่านเป็นอย่างมาก

2.ไทย-กัมพูชา ได้ผลักดันให้เปิดด่านบ้านผักกาด จ.จันทบุรี เพื่อใช้เป็นช่องทางในการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับกัมพูชา

3.ไทย-สปป.ลาว ได้ประชาสัมพันธ์ระเบียบและแนวทางปฏิบัติระบบการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและผ่านแดนของ สปป.ลาวให้ผู้ประกอบการไทยได้รับทราบข้อมูลในช่วงนี้ และประสาน สคต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกขนส่งผ่านแดนไปจีนตอนใต้

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยได้เจรจากับกระทรวงศุลกากรจีน (GACC) ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบ “ร่างพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามเข้าสู่สาธารณประชาชนจีน” แล้ว แต่อยู่ระหว่างรอการลงนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2563 ได้อนุญาตให้มีการนำเข้า-ส่งออกผลไม้สดในด่านฝั่งไทย เพิ่มจาก 2 ด่าน เป็น 5 ด่าน คือ ด่านเชียงของ ด่านมุกดาหาร ด่านนครพนม (เส้นทาง R12) ด่านบึงกาฬ (เส้นทาง R8) และด่านบ้านผักกาด (จันทบุรี เส้นทาง R1)

ส่วนด่านฝั่งจีนเพิ่มจาก 2 ด่าน เป็น 4 ด่าน คือ ด่านโม่หาน ด่านโหย่วอี้กวน ด่านตงซิง และด่านรถไฟผิงเสียง ซึ่งคาดว่าจะทำให้การส่งออกผลไม้สดของไทยไปจีนตอนใต้น่าจะมีความสะดวกมากขึ้น