ภาคธุรกิจในโอวาท

ประยุทธ์ปัดข่าวให้ กอ.รมน.ทำโพล สมควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ แต่อ้างโพลของใครไม่รู้ 88% ให้ต่ออายุออกไป ราวกับสมัยรัฐประหาร ทำโพลว่าเป็นประชาธิปไตย 99.99%

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

ประยุทธ์ปัดข่าวให้ กอ.รมน.ทำโพล สมควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ แต่อ้างโพลของใครไม่รู้ 88% ให้ต่ออายุออกไป ราวกับสมัยรัฐประหาร ทำโพลว่าเป็นประชาธิปไตย 99.99%

ต่อ พ.ร.ก.หรือไม่ ท่านผู้นำในนาม ศบค. จะตัดสินใจเอง บอกต้องดูมาตรการสาธารณสุข แม้ติดเชื้อ 0% ก็ไว้ใจไม่ได้ ต้องดูความร่วมมือ ที่จะไม่ให้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก

หมายความว่าอะไร? ติดเชื้อเหลือ 0 ก็ยังไม่พอใจ ต้องให้ประชาชนเชื่อฟัง อยู่ในคำสั่ง อยู่ในโอวาท ไม่มีคนถูกจับเคอร์ฟิว ไม่มีคนถูกจับมั่วสุมกินเหล้า (บุกเข้าไปจับถึงบ้าน) คนไทย 65 ล้านพับเพียบเรียบร้อย รักษาระยะห่าง เข้าคิว แบ่งปัน อย่ายื้อแย่งกัน กระทั่งตู้ปันสุขต้องส่งคนไปเฝ้า ฯลฯ

แล้วก็อย่าเอาแสงเลเซอร์มายิง #ตามหาความจริง มันเสียดแทงใจ

ถ้าต้องการขนาดนี้ก็เผด็จการไปอีก 20 ปี หรือจนกว่าประชาชนฮือไล่ นี่ทัศนะอะไร เอาแต่โทษประชาชนไม่มีระเบียบวินัย ถ้าปกครองแบบทหารสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ ก็จะไม่เปิดให้ทำมาหากิน?

ทุกประเทศเขาไม่รอให้เหลือต่ำสิบอย่างประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ พอเห็นว่าควบคุมสถานการณ์ได้ ระบบสาธารณสุขรับมือไหว เขาก็เปิดให้ธุรกิจกลับมา มีแต่ประเทศนี้ พบวันละ 2-3 รายแล้วส่วนใหญ่ก็มาจากที่กักตัว ที่สืบสาวได้ หรือไล่ตรวจเชิงรุก ก็ยังขู่อยู่ตลอด การ์ดอย่าตก ๆ ระวังระบาดรอบสอง แล้วก็ยังใช้ยาแรงเกินกว่าเหตุต่อไป

การ์ดอย่าตกน่ะใช่ คือต้อง New Normal ใส่หน้ากาก ล้างมือ แต่ไม่ใช่ยังเคอร์ฟิว ยังไม่ยอมให้เปิดห้างร้าน ทั้งที่มาตรการทุกอย่าง ภาคเอกชนก็พร้อมแล้ว

ถามจริง มีเหตุผลอะไรที่ยังตั้งด่านจับคนกลับบ้านเกินสี่ทุ่ม ในเมื่อให้เปิดตลาดนัด แต่ขายได้แค่สามทุ่ม ร้านอาหารข้างทาง ข้าวต้มตอนค่ำ หรือแม้แต่ห้าง ถ้ามีเวลามากกว่านี้ ก็เป็นผลดีทั้งทางเศรษฐกิจ และลดความแออัด ในการจับจ่าย ในการใช้ขนส่งสาธารณะ

ถามจริง มีเหตุผลอะไรที่ให้เปิดซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ไม่ให้ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ไม่ให้เปิดห้างขายวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งปกติก็ไม่มีคนแออัด

คำขู่ระบาดรอบสองก็กระพือเกินจริง เช่นเกาหลี นั่นเขาปลดล็อกหมดแล้ว ถึงขั้นเปิดผับ จึงกลับมาใหม่ และเอาจริง ๆ เขาก็คุมอยู่

เรายังไปไม่ถึงไหนเลย กลับมานั่งกลัวหัวหด เปรียบเหมือนพ่อแม่สั่งลูกจับเจ่าอยู่บ้าน ชี้ให้ดูลูกเพื่อนบ้านหัดขี่จักรยานแล้วหกล้ม

อันที่จริง ถ้าเราคลายล็อกไปถึงขั้นสาม เปิดธุรกิจทั้งหมด ยกเว้น “สีแดง” เช่นผับบาร์ ยกเลิกเคอร์ฟิว เปิดการเดินทาง ฟื้นการท่องเที่ยวภายใน ฯลฯ ก็เป็นไปได้ว่าจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่จะไม่มากมายถึงขั้นพุ่งพรวดเป็นร้อย เพราะประชาชนก็ยังใส่หน้ากาก ห้างร้านก็ต้องมีมาตรการที่กรมควบคุมโรคกำหนด โอกาส Super Spreader มีน้อยมาก ๆ

ปัญหาคือสังคมอยู่ใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ถึงตัวเลขติดเชื้อลดลง ก็ยังพะวักพะวง จนไม่มีอำนาจต่อรอง กระแสเรียกร้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเบาบางมาก โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมือง ซึ่งเสียงดังกว่าคนชั้นล่าง ส่วนใหญ่ก็ไม่เดือดร้อน จึงมีแนวโน้ม “ปลอดภัยไว้ก่อน”

แย่ไปกว่านั้น คือภาคธุรกิจ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม องค์กรต่าง ๆ ก็ไม่เรียกร้องต่อรองเลย ทั้งที่เดือดร้อนกันหมด ยกตัวอย่าง ห้างค้าปลีกเสียหายหลายแสนล้านบาท เตรียมมาตรการเปิดได้ตั้งแต่ต้นเดือน แต่ ศบค.ก็ยังไม่ให้เปิด

ไม่ต้องจาระไนมาก ก็รู้กันว่าทุกภาคส่วนเสียหาย SME ยิ่งจะตายหมด แต่ไม่รู้ทำไม งอมืองอเท้าไม่เรียกร้องต่อรอง โควิดเป็น 0 ก็ยังเป็นเด็กดีในโอวาท ประกาศให้เปิดได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ถ้ายังไม่เจ๊งหมดก่อน