พ.ค.รำลึกสังคมวิบัติ

กองทัพสะเทือนใจ ถูกยิงเลเซอร์ #ตามหาความจริง แต่ตอนยิงหัวเสื้อแดง ไม่ยักรู้สึกรู้สา

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

กองทัพสะเทือนใจ ถูกยิงเลเซอร์ #ตามหาความจริง แต่ตอนยิงหัวเสื้อแดง ไม่ยักรู้สึกรู้สา

คนจำนวนหนึ่งก็บ่น จะฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม ประเทศกำลังอยู่ในวิกฤต รัฐบาลกำลังช่วยประชาชน ค่ายรถยนต์ประกาศลดพิเศษให้ฮีโร่ หมอ พยาบาล ทหาร ตำรวจ

ซึ่งเป็นตลกร้าย ชาวโลกยกย่องบุคลากรทางการแพทย์ ประเทศนี้ยกย่องทหารตำรวจเคอร์ฟิวจับไวรัสได้

โควิด-19 เป็นโอกาสของรัฐบาลอำนาจนิยม รัฐราชการเป็นใหญ่ ทำให้ประชาชนหวังพึ่งอำนาจเด็ดขาด ของฝ่ายความมั่นคง ของผู้ว่าฯ ทำให้ประเทศย้อนสู่ยุค “พ่อเมือง” ถูกส่งมาปกครอง หรือยุค “รัฐเป็นบิดา” ขณะที่การช่วยเหลือ แทนที่จะเป็น “สิทธิถ้วนหน้า” ก็กลายเป็นการสงเคราะห์ที่จำแนกแยกแยะโดยรัฐราชการผู้มีพระคุณ

รัฐอนุรักษนิยมที่เพิ่งโดนแฟลชม็อบนักศึกษาไล่ คงขอบคุณโควิดเป็นล้นพ้นที่ช่วยพลิกสถานการณ์

แต่นั่นเพราะคนจำนวนมากยังไม่ตระหนัก ว่าการปราบโรคระบาดด้วยทัศนคติทหารต่างหาก ที่ทำให้ทุกข์ยากเกินเหตุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เคอร์ฟิวสี่หรือห้าทุ่ม ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ ตัวเลขเหลือศูนย์ก็แทบจะรอให้ติดลบ ค่อยปลดล็อก

ประเทศนี้จะวนลูปอยู่แบบนี้ไหม ไม่หรอก วิบัติเศรษฐกิจหลังโควิดจะระส่ำระสายเกินเอาอยู่ เพียงแต่ในทางตรงข้าม พรรคฝ่ายค้าน หรือประชาชน ก็ทำอะไรระบอบนี้ไม่ได้ ยิ่งทำให้วิบัติลามไม่สิ้นสุด

การรำลึก 10 ปีพฤษภา 53 หรือ 28 ปีพฤษภา 35 รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางทวงความยุติธรรม เพราะวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด มีมาตั้งแต่ก่อน 6 ตุลา 2519 เสียอีก ไม่มีทางเอาทหารและผู้สั่งการมาลงโทษได้ ไม่ว่า “ชนะ” อย่างปี 35 หรือแพ้อย่างปี 53

หากเป็นการตอกย้ำ ความย้อนแย้งอัปยศ ของสังคมมือถือสากปากถือศีล ที่ครอบงำโดยชนชั้นนำและชนชั้นกลางระดับบน ที่แสดงตนเป็นคนดี มีน้ำใจ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยึดมั่นวัฒนธรรม ความเป็นไทย

สังคมไทยสังคมพุทธอะไรกัน “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” อย่างโหดร้ายใจกลางเมือง แขวนคอ เก้าอี้ฟาด แล้วกลบเกลื่อน ปกครองด้วยเผด็จการสุดโต่ง แล้วค่อยถอยมาประนีประนอม ให้อภัยผู้รอดตายที่ต่อต้าน ผู้เข่นฆ่ากลายเป็นผู้มีเมตตาธรรม แล้วก็บอกให้สังคมน้อมนำความดีงาม เข้าสู่การก้าวกระโดดใหญ่ทางเศรษฐกิจบริโภคนิยม

พฤษภา 35 วีรชนประชาธิปไตยถูกลบลืม เหลือแต่เจตนารมณ์ “ม็อบมือถือ” เรียกร้องนายกฯ จากเลือกตั้ง แต่ดีใจได้อานันท์ วาทกรรมเทพมารถูกแปลงเป็นคนเลวซื้อเสียง 27 ปีผ่านไป คนชั้นกลางในเมืองกลับสนับสนุนรัฐประหารสืบทอดอำนาจ ตั้งพรรคการเมืองที่เลวร้ายยิ่งกว่าสามัคคีธรรม ตั้ง 250 ส.ว.มาโหวตตัวเอง

พฤษภา 53 คือการลุกฮือของมวลชนเสียงข้างมาก ทวงอำนาจเลือกรัฐบาล จากรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ที่ยึดแย่งอำนาจไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ในนามแห่งอำนาจอนุรักษ์ ผู้ผูกขาดจริยธรรมความดีงาม แต่ใช้ความรุนแรง ใช้ปืนใช้กฎหมาย ไร้ความยุติธรรม เมตตาธรรม ศีลธรรม ที่ปากอ้างทุกข้อ แล้วก็ยังหวนกลับมารัฐประหาร สถาปนาอำนาจครอบงำ ไม่ยอมให้ประชาชนเลือกอำนาจปกครองตนเอง

วิบัติของรัฐไทย คือความไม่ straight ทำลายหลักการ ความมีกฎเกณฑ์ ทั้งระบบกฎหมาย ระบบปกครอง หรือระบบศีลธรรม ทุกอย่างขึ้นกับความพึงพอใจของอำนาจล้วน ๆ เป็นระบอบที่ไม่มีความเสถียร ใครเห็นต่างถูกทำลาย ใครสอพลอได้เป็นใหญ่ ขณะที่สังคมไทยก็อยู่แบบประโยชน์นิยม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ

ภาวะวิบัติสามานย์ดัดจริตนี้ สั่งสมมาหลายสิบปี น่าทึ่งว่าเหนือชาติใดในโลก ฆ่าฟันไร้ความเมตตาลอยนวลพ้นผิด ยังบอกว่าเป็นเมืองยิ้มเมืองพุทธ อำนาจไร้หลักเกณฑ์ กฎหมายไร้มาตรฐาน ยังเป็นประเทศน่าลงทุน

เพียงสงสัยว่าจะเป็นอย่างนี้ได้อีกนานเท่าไหร่