เปิดโผ 19 หุ้น mai วิ่งคึกไตรมาสแรก NTF นำทีมพุ่งเกิน 100%

สำรวจหุ้น mai ช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 พบ 19 หลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนเกิน 20% แกร่งกว่าดัชนี mai ขยับขึ้นเพียง 0.50% โดย NTF นำทีมพุ่ง 103.23% ตามด้วย CMO, STC และ PSGC


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้สำรวจการเคลื่อนไหวของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อสะท้อนภาพรวมทิศทางตลาดทุนไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ในช่วงดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 188.47 จุด หรือ 14.96% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาปิดที่ 1,448.14 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 โดยสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

ขณะเดียวกันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.16 จุด หรือ 0.50% จากระดับ 217.05 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาปิดที่ 218.21 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่าภาพรวมของตลาดหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กยังไม่ได้ฟื้นตัวในลักษณะเดียวกับ SET อย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายหลักทรัพย์กลับพบว่ายังมีหุ้น mai หลายตัวสร้างผลตอบแทนโดดเด่นเหนือดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่ามี 19 หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 20% ดังตารางประกอบ

โดยหุ้นที่ปรับขึ้นมากที่สุดคือ บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ซึ่งราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 12.60 บาท เพิ่มขึ้น 6.40 บาท หรือ 103.23% จากระดับ 6.20 บาท ณ สิ้นปี 2568 ถือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มที่สำรวจ และเป็นเพียงไม่กี่ตัวที่สามารถปรับขึ้นเกิน 100.00% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน หรือในช่วงไตรมาส 1/2569

ปัจจัยหนุนราคาหุ้น NTF คาดว่ามาจากผลการดำเนินงานปี 2568 ที่เติบโตโดดเด่น โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 229.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 257.10% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 64.27 ล้านบาท และมีรายได้รวม 2,540.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127.10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,118.50 ล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความนิยมในสินค้าทุเรียนสดของผู้บริโภคในประเทศจีน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งนี้ รายได้จากการส่งออกทุเรียนสดไปประเทศจีนในปี 2568 คิดเป็น 94.40% ของรายได้รวม

ขณะเดียวกัน ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 4,064 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 60.00% จากปี 2568 และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิสูงกว่าปีก่อน โดยล่าสุดบริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายกับลูกค้าแล้ว 4 ราย แบ่งเป็นลูกค้าเดิม 80.00% และลูกค้าใหม่ 20.00% รวมมูลค่ากว่า 5,100 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569

สำหรับปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในปีนี้ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. การขยายฐานกำลังการผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกผลไม้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2. การลงทุนในเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับการควบคุมคุณภาพสินค้า ผ่านการนำเข้าเครื่องคัดแยกผลไม้ 4 เครื่อง และเครื่อง CT Scan 1 เครื่อง 3. การจัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร 4. การขยายตลาดเพิ่มเติม ทั้งในกรุงปักกิ่ง สหรัฐอเมริกา และยุโรป รวมถึงการนำเข้าผลไม้และการขยายตลาดในประเทศ และ 5. การขออนุมัติวงเงินเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน รองรับการจัดซื้อสินค้าและการขยายตัวของคำสั่งซื้อ

อันดับถัดมาคือ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) หรือ CMO โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 0.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.31 บาท หรือ 79.49% จากระดับ 0.39 บาท ณ สิ้นปี 2568

ด้านนายมงคล ศีลธรรมพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CMO ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านการสร้างสรรค์และบริหารจัดการงานอีเวนต์ นิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ งานประชุมสัมมนา คอนเสิร์ต และเฟสติวัล เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า บริษัทสามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการให้บริการรวม 1,408.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160.66 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 13.00% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 56.66 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 4.00% พลิกจากผลขาดทุนสุทธิ 85.20 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างชัดเจน

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ CMO มาจากการปรับกลยุทธ์ที่เน้นการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารความเสี่ยง และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหลายด้าน ผนวกกับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว ส่งผลให้ภาคเอกชนกลับมาใช้งบประมาณด้านการตลาด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และงานสังสรรค์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับอานิสงส์โดยตรงจากนโยบายส่งเสริม “Soft Power” ของภาครัฐ ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อธุรกิจออกแบบและติดตั้งนิทรรศการ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท จนทำให้กลุ่มธุรกิจติดตั้งวัสดุและอุปกรณ์มีอัตราการเติบโตโดดเด่นถึง 35.45% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากกลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของงบปี 2568 พบว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นยกระดับสถานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสูงถึง 166.71 ล้านบาท และมีอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 5.62 เท่า จากเดิมที่อยู่ในระดับติดลบ พร้อมกันนี้บริษัทยังมีวินัยทางการเงินที่เข้มงวด ผ่านการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวรวมกว่า 74 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงเหลือ 1.75 เท่า

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อสานต่อความสำเร็จในการพลิกฟื้นธุรกิจ ที่ประชุมบริษัทมีมติแต่งตั้งนายมงคล ศีลธรรมพิทักษ์ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ (President) ควบคู่กับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้าน Creative Experience ในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขยายฐานธุรกิจอย่างเต็มตัว จากจุด “ฟื้นตัว” สู่ “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วยการปรับกลยุทธ์จากธุรกิจรูปแบบเดิมที่เป็นภาพจำในฐานะผู้จัดงาน (Event Organizer) ไปสู่ S-Curve ใหม่ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์ครีเอทีฟครบวงจร (Creative Creators of Experiences) โดยจะใช้เทคโนโลยีและข้อมูลทางการตลาดเป็นกลไกสำคัญ ผ่านการนำ AI, Data Analytics และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้ามายกระดับการจัดงานทั้งรูปแบบ On-site, Online และ Hybrid เพื่อสร้างประสบการณ์ที่วัดผลได้ และตอบโจทย์การสื่อสารในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น

ส่วนหุ้น mai ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในลำดับถัดมา ได้แก่ บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ STC โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 0.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.21 บาท หรือ 72.41% จากระดับ 0.29 บาท ณ สิ้นปี 2568 ส่วนบริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือ UKEM โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 0.94 บาท เพิ่มขึ้น 0.36 บาท หรือ 62.07% จากระดับ 0.58 บาท ณ สิ้นปี 2568

ด้านบริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC โดยราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 3.52 บาท เพิ่มขึ้น 1.22 บาท หรือ 53.04% จากระดับ 2.30 บาท ณ สิ้นปี 2568 โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงคาดมาจากแผนธุรกิจและแนวโน้มธุรกิจโตเด่นในอนาคต

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC เปิดเผยว่า บริษัทประกาศความสำเร็จในการเข้าถือหุ้นบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) สัดส่วน 64% อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบดั้งเดิม สู่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องระดับภูมิภาค โดยธุรกรรมดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ NT เป็นบริษัทย่อยที่ถูกรวมงบการเงินของบริษัท มีผลตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นไป

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านเหมืองแร่และทรัพยากรที่ PSGC ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์บริษัท และสะท้อนแผนงานระยะยาว การขยายสู่ธุรกิจพลังงานและธุรกิจเกี่ยวเนื่องระดับภูมิภาค ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม โดยพลังงานถ่านหิน ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด (base-load power generation) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ

สำหรับ PSGC ได้เข้ามามีส่วนร่วมธุรกิจบริหารจัดการเหมืองแร่ การให้บริการแปรรูปถ่านหิน และการค้าถ่านหินเชิงพาณิชย์ ผ่านการลงทุนใน NT ที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาค การลงทุนครั้งนี้ทำให้บริษัทมีแหล่งรายได้จากธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น

โดย NT ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการดำเนินงานและรับซื้อถ่านหิน จากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว มีปริมาณถ่านหินสำรองกว่า 600 ล้านตัน และเพื่อสร้างรายได้ทันที NT ได้ทำสัญญาซื้อขายถ่านหินระยะยาว (Off-take Agreements) กับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม 2 แห่ง พร้อมได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อก้อนใหญ่จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของเวียดนามอีกด้วย สัญญาขายกับรัฐวิสาหกิจดังกล่าว รองรับปริมาณถ่านหินในระดับ 4-5 ล้านตันต่อปี ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปี และ NT สามารถขยายศักยภาพในการส่งมอบได้ถึง 10 ล้านตันต่อปี เพิ่มแนวโน้มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต

นายเดวิด กล่าวต่อว่า การลงทุนใน NT เข้ามาเป็นบริษัทย่อย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรายได้หลัก ที่มาจากโครงการก่อสร้าง ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่องจากการดำเนินงาน ที่เชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานในภูมิภาค โดยการรวมงบการเงินจาก NT จะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะเป็นส่วนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้บริษัทช่วงระยะต่อไป

ขณะที่หุ้นที่ให้ผลตอบแทนในระดับ 40.00-45.00% ได้แก่ TPCH ปิดที่ 1.86 บาท เพิ่มขึ้น 45.31%, MBAX ปิดที่ 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 42.25% และ TPLAS ปิดที่ 1.23 บาท เพิ่มขึ้น 41.38% ส่วน COMAN ปิดที่ 0.60 บาท เพิ่มขึ้น 39.53% และ SPVI ปิดที่ 2.90 บาท เพิ่มขึ้น 34.26%

นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 30% อีกหลายตัว ได้แก่ GTV และ SMART ที่เพิ่มขึ้นเท่ากัน 33.33%, APO เพิ่มขึ้น 31.07% และ AMARC เพิ่มขึ้น 30.00% ส่วนกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนระดับ 20.00-26.00% ประกอบด้วย KASET เพิ่มขึ้น 26.67%, THANA เพิ่มขึ้น 25.20%, CFARM เพิ่มขึ้น 21.13%, UBIS เพิ่มขึ้น 21.11% และ TRV เพิ่มขึ้น 20.25%

อย่างไรก็ดีภาพดังกล่าวสะท้อนว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แม้ดัชนี mai จะขยับขึ้นเพียง 0.50% แต่ยังมีหุ้นรายตัวจำนวนมากที่สามารถปรับขึ้นได้อย่างโดดเด่น เพียงแต่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าแบบ “เลือกตัว” มากขึ้น ขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กยังต้องอาศัยปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรือแรงเก็งกำไรเข้ามาหนุน จึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีนัยสำคัญ

Back to top button