4 แบงก์เช่าซื้อบวกคึก! ลุ้นคลังถกค่ายรถวันนี้ หั่นภาษีป้ายแดง 50% ช่วยหนุนธุรกิจ

4 แบงก์เช่าซื้อบวกคึก! ลุ้นคลังถกค่ายรถวันนี้ หั่นภาษีป้ายแดง 50% ช่วยหนุนธุรกิจ

ผู้ส่อข่าวรายงานว่า 4 หุ้นแบงก์กลุ่มเช่าซื้อบวกคึก นำโดย KKP,TCAP,TISCO และ TMB  โดยราคาหุ้นวันนี้(28 พ.ค.63) ณ เวลา 11.36 น. มีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาอย่างหนาแน่นดังตารางราคาหุ้นประกอบดังนี้

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า สรรพสามิตนัดถกค่ายรถยนต์วันนี้ ก่อนสรุปลดสรรพสามิตรถยนต์ภาษี 50% ตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอมาหรือไม่ โดยมีสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วได้ยื่นหนังสือคัดค้านเพราะจะกระทบต่อตลาดรถยนต์มือสองที่ปัจจุบันลดลงมากอยู่แล้วจะยิ่งปรับตัวลงมากขึ้นไปอีก

KTBST: มองเป็นบวกลดลงต่อกลุ่ม automotive เนื่องจากมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อการลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 50% ส่งผลให้มีความไม่แน่นอนว่าจะมีข้อสรุปเป็นเช่นใด โดยเยังให้น้ำหนักโอกาสที่จะมีการลดภาษีมากกว่า เนื่องจากผลกระทบหากมีการปรับลดภาษีคาดว่าจะส่งผลบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า

โดยมูลค่าตลาดรถยนต์ใหม่ในปี 2019 เราประเมินว่าจะอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท มากกว่าเมื่อเทียบมูลค่าตลาดรถมือสองอยู่ที่ 1.45 แสนล้านบาท ทั้งนี้ การลดภาษีสรรพสามิตจะเป็นบวกต่อรถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์มากกว่า (รถยนต์นั่งจัดเก็บภาษี 25-50%, รถอีโคคาร์ 12-17%, รถกระบะ 3-15% รถกระบะดัดแปลง 25-50%)

ขณะที่รถกระบะจะได้ประโยชน์น้อยกว่า ซึ่ง SAT มีสัดส่วนยอดขายชิ้นส่วนสำหรับรถกระบะราว 60%-70% ทั้งนี้ กลุ่ม Automotive เรายังให้น้ำหนักการลงทุนเป็น underweight โดย SAT เราแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท ด้านราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% ตั้งแต่มีข่าวดังกล่าว คาดว่าสะท้อนข่าวบวกมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงาน 2Q-3Q20E คาดว่าจะปรับลงมาก

ส่วนกลุ่มเช่าซื้อหากมาตรการดังกล่าวใช้ได้จริง มองว่า KKP, TISCO และ TMB จะได้ประโยชน์ โดยจะทำให้สินเชื่อเช่าซื้อในรถยนต์ใหม่จะเพิ่มขึ้นได้ โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรถยนต์ใหม่ คือ TISCO (สัดส่วนรถใหม่ 91%), TMB (สัดส่วนรถใหม่ 75%) และ KKP (สัดส่วนรถใหม่ 37%) โดยจากประเด็น

ข่าวนี้คาดว่า TISCO จะเป็นน่าสนใจที่สุดในการเล่นเก็งกำไร (ราคาเป้าหมายที่ 88.00 บาท อิง PBV) แต่อย่างไรก็ดี มาตรการนี้จะส่งผลด้านลบในส่วนของรถยนต์มือสองที่จะทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้ และจะทำให้ต้องมีการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นจากขาดทุนรถยึดที่เพิ่มขึ้นได้

 

ด้าน นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า วันนี้ได้เชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ที่เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ลง 50% และอีกหลายมาตรการ เพื่อเยียวยาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19  มาหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว หรือรถมือสอง ที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปต่อไป โดยนายภิญโญ ธนวัชรภรณ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ระบุว่า การลดภาษีรถยนต์ใหม่ 50%นั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

หากภาครัฐให้การสนับสนุน นอกจากจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีเป็นจำนวนเงิน 40,000-100,000 บาทต่อคันแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อมูลค่าของรถยนต์ใช้แล้วที่หมุนเวียนในอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วจะเกิดภาวะขาดทุนจากมูลค่าของสินค้าคงคลังที่ลดลงอย่างรุนแรง  เหมือนกับเหตุการณ์ทในปี 2555 ที่มีผู้ประกอบการต้องล้มหายตายจากไปกว่า 30%  ถือเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการรถมือสองที่ประสบความยากลำบากในวิกฤตินี้ด้วย

รวมทั้งจะทำให้การขยายตัวของตลาดรถยนต์มือ 2 ปีนี้ปรับตัวลงมากกว่า 20% จากปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 145,000 ล้านบาท  ไปดูความเห็นโบรกเกอร์กันบ้าง อย่างนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) มีมุมมองเป็นบวกต่อกระแสข่าวการลดภาษีรถยนต์ 50% โดยมองว่าเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ หลังตลาดรถยนต์ช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงค่อนข้างหนัก

ดังนั้นหุ้นกลุ่มเช่าซื้อจึงจะได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้น “ธนาคารเกียรตินาคิน” หรือ KKP จึงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 50 บาท และหุ้น “บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป หรือ TISCO  ที่แนะนำ “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมาย 88 บาท

ขณะที่นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน กล่าวว่า แผนกระตุ้นตลาดรถยนต์จากการลดภาษีรถยนต์นั้น เป็นผลบวกกับตลาดรถยนต์และภาพรวมเศรษฐกิจพอสมควร จึง

ยังคงแนะนำ “ถือ” TISCO  ราคาเป้าหมาย 80 บาท สอดคล้องกับบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ที่คาดว่า มาตรการดังกล่าว จะส่งผลดีต่อกลุ่มแบงก์เช่าซื้อ ทั้ง KKP, TISCO, “ธนาคารทหารไทย” หรือ TMB รวมทั้ง “ทุนธนชาต” หรือ  TCAP  และ

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน ที่มีมุมมองบวกต่อกลุ่มยานยนต์เช่นกัน ได้แก่ “บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี” หรือ SAT, “บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า” หรือ STANLY เนื่องจากรายได้รวมที่จะเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนรถยนต์ลดลง ส่งผลให้ราคาของรถยนต์ถูกลง