พาราสาวะถี

เห็นการขยับกันโดยพร้อมเพรียงของวิปรัฐบาล สองพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญ เกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว บอกได้คำเดียวว่านี่คืออาการดิ้นไม่หลุด เด้งเชือกไม่พ้น เพราะกระแสสังคมต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กฎหมายสูงสุดของประเทศฉบับสืบทอดอำนาจนั้น สร้างปัญหาจนทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า ทั้งประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และวิปรัฐบาล ต่างเห็นพ้องตรงกันมาตรา 256 ต้องแก้ไขเพื่อเปิดทางให้แก้รัฐธรรมนูญได้ง่ายและตั้งส.ส.ร.ขึ้นมาร่างกันใหม่

อรชุน

เห็นการขยับกันโดยพร้อมเพรียงของวิปรัฐบาล สองพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญ เกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว บอกได้คำเดียวว่านี่คืออาการดิ้นไม่หลุด เด้งเชือกไม่พ้น เพราะกระแสสังคมต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า กฎหมายสูงสุดของประเทศฉบับสืบทอดอำนาจนั้น สร้างปัญหาจนทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า ทั้งประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และวิปรัฐบาล ต่างเห็นพ้องตรงกันมาตรา 256 ต้องแก้ไขเพื่อเปิดทางให้แก้รัฐธรรมนูญได้ง่ายและตั้งส.ส.ร.ขึ้นมาร่างกันใหม่

นั่นหมายความว่า รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจนั้น การเที่ยวอ้างเรื่อง 16 ล้านเสียงของประชาชนที่ลงประชามติผ่านร่าง เป็นความชอบธรรมได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่โดยหลักรากที่มาและเนื้อหาที่เขียนกันขึ้นมานั้น หาได้มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนไม่ มิหนำซ้ำ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่การกีดกันทางการเมือง และเปิดทางให้ขบวนการสืบทอดอำนาจ สามารถกลับเข้ามาสู่ตำแหน่งได้อย่างสะดวกโยธิน จุดที่เห็นเด่นชัดคือที่มาและอำนาจของส.ว.ลากตั้ง 250 เสียง

เมื่อจำนนด้วยข้อเท็จจริงสิ่งที่เป็นข้อเรียกร้องของขบวนการหนุ่มสาวจึงมากด้วยพลัง ยากที่ฝ่ายสืบทอดอำนาจจะหลบเลี่ยงได้เหมือนหลายเรื่องที่ผ่านมา ตอนนี้จึงอยู่เพียงแค่ว่าจะมีลูกเล่นตุกติกอะไรมายื้อเวลาให้เนิ่นช้าออกไปให้นานเท่าที่จะนานได้เท่านั้น จากเดิมที่เคยประกาศกันไว้ว่า การพิจารณาเรื่องญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาผู้แทนราษฎร ควรจะเกิดขึ้นในสมัยประชุมหน้า ซึ่งต้องรอไปนานถึงเดือนธันวาคม แต่จากสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ ไม่มีใครการันตีได้ว่ามันจะเดินกันไปถึงเวลานั้นหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ท่าทีของคนซีกรัฐบาลจึงต้องรีบขยับ เป็นการเดินเกมเพื่อหวังลดกระแสกดดัน อ่านได้ไม่ยากจากท่วงทำนองของ อนุทิน ชาญวีรกูล และพลพรรคภูมิใจไทย ที่แทงกั๊กกันมาตลอด ล่าสุดตั้งโต๊แถลงข่าวกันที่รัฐสภาพร้อม 61 เสียงส.ส.ของพรรค ยืนยันสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 พร้อมให้มีการตั้งส.ส.ร. ที่ชัดเจนคือเมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแล้ว ภูมิใจไทยเห็นด้วยที่จะให้มีการยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และข้อเสนอของภาคประชาชน

แสดงว่าได้ประเมินความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลแล้วว่าไม่ธรรมดา มิเช่นนั้น เราจะไม่ได้ยินความชัดเจนที่มาจากปากของผู้นำพรรคอย่างเสี่ยหนูเป็นอันขาด เป็นอันว่า ท่าทีของคนในรัฐบาลซึ่งน่าจะรวมไปถึงผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจด้วยนั้น เข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะทำใจยอมรับกับสิ่งที่จะต้องเผชิญได้หรือไม่นั้น ในส่วนของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น และยังคงหาหนทางที่จะต่อกร กำราบพวกที่บังอาจลุกขึ้นมาเล่นงานกันอยู่

หากเป็นช่วงหลังยึดอำนาจหมาด ๆ คนจำนวนไม่น้อยคงเห็นใจและเข้าข้างผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาที่ให้โอกาสแสดงความสามารถในการบริหารประเทศ โดยที่มองไม่เห็นอนาคตไม่ว่าจะทางใดก็ตาม นั่นย่อมหมายถึงการหมดเวลาที่จะให้ได้ลองผิดลองถูกกันอีกต่อไปแล้ว ปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึง ซึ่งสร้างความหวั่นไหวอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายกุมอำนาจเวลานี้คือการลุกฮือของขบวนการนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ในอดีตกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่นำไปสู่การสูญเสีย โดยเฉพาะ 14 ตุลา 2516 นั้นมีขบวนการนักเรียนเหมือนกัน แต่เป็นการไปเข้าร่วมกับขบวนการนิสิต นักศึกษาและประชาชน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่หนนี้เป็นการลุกขึ้นมาแสดงพลังกันเองภายในโรงเรียน อันถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า โลกแห่งการสื่อสารยุคใหม่นั้น เด็กและเยาวชนเหล่านั้นได้รู้เท่าทันและอาจจะเข้าใจในเรื่องสิทธิ เสรีภาพได้ดีกว่าผู้ที่กุมอำนาจเสียด้วยซ้ำไป

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้วและผูกโบสีขาว บางแห่งมีการชูและฉีกกระดาษเปล่าสีขาว ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นไปด้วยความสงบ เรียบร้อยแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง ยิ่งมีพลังมากขึ้นเมื่อทางยูนิเซฟออกแถลงการณ์การันตีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกดังกล่าว จนทำให้คนในรัฐบาลบางรายที่เคยปรามาสหรือเย้ยหยันว่าการชู 3 นิ้วคือลูกเสือนั้น ต้องเปลี่ยนแปลงท่าทีไปโดยบอกว่าเป็นสิ่งที่นักเรียนสามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ไม่เพียงเท่านั้น เหมือนเป็นกงเกวียนกำเกวียน ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตแกนนำม็อบกปปส.ผู้ที่ทำให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ก็ถูกกลุ่มนักเรียนไปชุมนุมขับไล่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับเป่านกหวีดขับไล่ให้พ้นไปจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เหมือนที่ตัวเองเคยกระทำไว้ในอดีต เพราะความจริงคนที่น่าจะเข้าใจดีที่สุดต่อสิทธิและเสรีภาพนี้ของนักเรียนก็ควรที่จะเป็นเจ้ากระทรวงเสมานั่นเอง

เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงขั้นนี้ แทนที่จะไปกล่าวหาว่าเด็กมีเบื้องหลัง ไปโจมตีว่าเด็กถูกบูลลี่ถ้าไม่ร่วมก่อหวอดในโรงเรียน ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและเหล่ากุนซือ ต้องยอมรับการเคลื่อนไหวและควานหาความต้องการของเยาวชนเหล่านั้นว่าคืออะไร ถ้าฝ่ายกุมอำนาจไม่ฟังนักเรียน นักศึกษาว่าต้องการอะไร ยังคงตีโจทย์ผิด การแก้ปัญหาก็จะไม่จบ แต่จะเพิ่มปัญหาตามลำดับ นั่นจึงอาจจะมองได้ว่าท่าทีขานรับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลที่เกิดขึ้น จึงน่าจะเป็นการผ่อนสถานการณ์ร้อนในเวลานี้

ตามมาด้วยการลงมติเห็นชอบรายงานแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันวาน โดยไม่มีเสียงคัดค้าน สาระสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดในคดีที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน ที่เหลือก็จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและองคาพยพที่สอพลอว่าต้องการจะให้จบแบบไหน รวมไทยสร้างชาติเป็นความตั้งใจจริงหรือแค่วาทกรรมลวงโลกเท่านั้น