
พาราสาวะถี
ช่วงนี้ต้องบอกว่า “3อ.” ของรัฐบาลหนู 2 ช่วยกันทำงานขยันขันแข็ง เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การเร่งขยับขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล
ช่วงนี้ต้องบอกว่า “3อ.” ของรัฐบาลหนู 2 ช่วยกันทำงานขยันขันแข็ง เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การเร่งขยับขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน แต่เป็นการ จุดประเด็นเบี่ยงกระแส หลังจากเสียรังวัดมานับตั้งแต่เกิดปัญหาราคาน้ำมัน โดยเฉพาะกรณีการขึ้นราคามหาโหด และความบ้อท่าต่อการจัดการปัญหากักตุน แม้ว่าจะเห็นแอ็กชันของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอในการจัดการเรื่องดังกล่าว แต่ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า ไม่ได้ตอบโจทย์คลายความเคลือบแคลงของคนส่วนใหญ่
นั่นจึงทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องแบ่งบทกันเล่นกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจต่อปัญหาราคาน้ำมันที่กระแทกใส่มาตั้งแต่รัฐบาลอายุสั้นต่อเนื่องถึงรัฐบาลอำนาจเต็ม ในรายของเสี่ยขิงที่กุมบังเหียนกระทรวงพลังงาน ก็ใช้อำนาจที่มีในการเดินเกมลดค่าการกลั่น อันเป็นผลให้ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการ ลดอารมณ์ความไม่พอใจของกลุ่มผู้ใช้น้ำมันกลุ่มนี้ได้ในระดับหนึ่ง
ขณะที่อีกด้าน ฟากกระทรวงการคลังก็เกิดกระแสร้อนต่อการเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เป้าหมายคือเพื่อนำมาแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน หากมองผิวเผินถือเป็นความจำเป็นที่สามารถกระทำได้ เนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง จำเป็นที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุไม่คาดฝันในอนาคตได้ แต่ถ้ามองในอีกมุมกลไกที่จะใช้เม็ดเงินจำนวนดังกล่าว ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นเพื่อที่จะ นำไปดูแลกลุ่มทุนที่ได้รับผลกระทบ จากมาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลมากกว่าพุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือประชาชน
แต่นั้นไม่ใช่ปัญหา ทุกอย่างสามารถที่จะชี้แจงกันได้ โดยเฉพาะ รัฐมนตรีภาพลักษณ์ดี ถือว่ามีต้นทุนที่จะโน้มน้าวให้คนเชื่อได้ ความจริงสิ่งที่ดำเนินการกันอยู่เวลานี้ เป็นเรื่องของการใช้เครื่องมือที่มี เพื่อช่วงชิงพื้นที่สื่อ เบี่ยงเบนความสนใจต่อสภาพปัญหาที่สั่นคลอนต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล อย่างเรื่องราคาน้ำมัน และปมการกักตุน จะเห็นได้ว่าตั้งแต่กรณีขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏเป็นข่าวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย คนก็เฮโลสาระพาไปกับข่าวนี้ทันที
พอข่าวนี้ซาด้วยการยอมรับว่าต้นตอมาจาก สว.สายสีน้ำเงิน ก็เกิดประเด็น พ.ร.ก.กู้เงิน โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ที่เปิดปมเรื่องเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ ก่อนจะเรียกนักข่าวไปต่อว่าแสดงความไม่พอใจที่ทำให้เรื่องนี้ไปเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ในที่สุดเอกนิติก็ยอมรับว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมขั้นตอนการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดย ไม่ต้องปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับปัจจุบันที่ 70%
กรณีดังกล่าวนั้น เมื่อรัฐบาลตั้งธงไว้แล้ว โดยใช้รัฐมนตรีภาพลักษณ์ดีกำกับดูแล ยังไงก็เดินหน้าต่อไป ต้องรอฟังการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านเมื่อรัฐบาลต้องรายงานการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวต่อที่ประชุมสภา จะมีมุมมองที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบาง ความเสี่ยงต่อการดำเนินการดังกล่าวแบบไหน คู่ขนานกันมากับปมข่าวนี้คือ การเตรียมที่จะขับเคลื่อนนโยบายไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของคนละครึ่งพลัส ที่เสี่ยหนูบอกให้รอฟังรายละเอียดจากเอกนิติแต่เพียงผู้เดียว
เรียกได้ว่าเป็นการเปิดประเด็น เร้าความสนใจจากประชาชน และให้ผู้คนเฝ้ารอ ซึ่ง ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จากพรรคสีน้ำเงิน ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้จุดพลุสร้างกระแสเป็นประเดิมก่อน โดยระบุว่า น่าจะเริ่มโครงการได้ในเดือนมิถุนายนนี้ โดยใช้งบกลางประมาณ 2 หมื่นล้านบาท พร้อมบอกด้วยว่าการจ่ายเงินหนนี้รัฐบาลจะออกให้ 60% ประชาชนจ่าย 40% เรื่องจำนวนเงินว่าจะได้คนละเท่าไหร่ จ่ายทีเดียวหรือรายเดือนนั้น ต้องรอการคำนวณเงินที่มี และจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์ก่อน
น่าสนใจว่าการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรกวันนี้ (27เมษายน) จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมหรือไม่ หากยึดตามเกมที่วางกันไว้ต้องให้ประชาชนสนใจข่าวสารอื่นมากกว่าจดจ่อต่อเรื่องน้ำมัน จำเป็นที่จะต้องมีความคืบหน้าเรื่องคนละครึ่งออกมาให้คนได้ตามกันต่อ ซึ่งแน่นอนว่า วางหมาก แก้เกมทางการเมืองสำหรับอนุทินนั้น มีอาจารย์ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยเป็นคนบัญชาการอยู่แล้ว จะเห็นได้จากการส่งมือทำงานคนสำคัญของตัวเองตามประกบท่านผู้นำไม่ห่างนั่นเอง
การปิดวาจา ไม่ให้นักข่าวเดินตามสัมภาษณ์ พร้อมจะมีตอบข้อซักถามสัปดาห์ละหน ล้วนแต่มาจากการวางแผนของกุนซือ เนื่องจาก ความเป็นคนปากไวของเสี่ยหนู จึงต้องไม่พูดกับนักข่าวพร่ำเพรื่อ กรณีของพฤติกรรม “ถุย” ที่ปรากฏเป็นข่าวเช่นเดียวกัน หากไม่ใช่สายตรงของอนุรักษ์นิยม และตัวแทนอันเป็นที่รักของบรรดาชนชั้นนำ ป่านนี้ถูกโจมตีเละเทะไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เหล่าคนใกล้ชิดยังรู้สึกหวั่นใจกันอยู่ ไม่รู้ว่านายจะเก็บทรง วางเฉยและสงบนิ่งได้นานขนาดไหน
ปมร้อนว่าด้วยสถานการณ์ชายแดนใต้ หลังจากเกิดกรณีคำพูดหลุดหลังไมค์ของ พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 จนมีข้อเรียกร้องให้ปลด การเอ่ยคำขอโทษ และผู้บังคับบัญชาหลายระดับได้เรียกคุย พร้อมให้แนวทางในการทำงานที่ควรจะเป็น รับกับที่อนุทินมอบหมายให้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ สามารถสั่งการในนามนายกฯ ต่อการแก้ปัญหาไฟใต้ได้ เชื่อว่าจะทำให้ลดความร้อนแรงของสถานการณ์ลงได้ สิ่งที่จะพิสูจน์ถึงบารมีของผู้ที่เสี่ยหนูไว้วางใจได้นั้น คงจะได้เห็นแรงสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกฝ่ายในพื้นที่ในเร็ววันนี้
อรชุน