พาราสาวะถี

แทบไม่ต้องคาดเดาการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีก่อนที่จะมีการประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดระยองในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะสื่อสารกับประชาชนที่มาต้อนรับนั้นเป็นเรื่องใด ไม่ต้องนำเสนออะไรเพิ่มเติม ทุกอย่างมีแต่เรื่องเดิมเพิ่มเติมคือสถานการณ์ในปัจจุบัน โจมตี กล่าวหาฝ่ายต่อต้าน พร้อมเรียกร้องขอความเห็นใจ เชื่อมั่น และขจัดความขัดแย้งเพื่อให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้า ทั้งที่อยู่มากว่า 6 ปีไม่เห็นมีอะไรคืบไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อรชุน

แทบไม่ต้องคาดเดาการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีก่อนที่จะมีการประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดระยองในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะสื่อสารกับประชาชนที่มาต้อนรับนั้นเป็นเรื่องใด ไม่ต้องนำเสนออะไรเพิ่มเติม ทุกอย่างมีแต่เรื่องเดิมเพิ่มเติมคือสถานการณ์ในปัจจุบัน โจมตี กล่าวหาฝ่ายต่อต้าน พร้อมเรียกร้องขอความเห็นใจ เชื่อมั่น และขจัดความขัดแย้งเพื่อให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้า ทั้งที่อยู่มากว่า 6 ปีไม่เห็นมีอะไรคืบไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การอ้างว่ากำลังแก้ไขทุกมิติ บางอย่างไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที ทุกเวทีก็พูดแบบนี้ ปฏิบัติการข่าวสาร ไอโอแบบเก่าคนเขาอ่านทางกันออกหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงปฏิบัติการเชิงจิตวิทยาที่เป็นหัวใจหลักในการรบ ไม่สามารถงัดเอามาใช้กับโลกยุคโซเชียลได้ มิเช่นนั้น เด็กนักเรียนในระดับมัธยม คงไม่ลุกขึ้นมาชู 3 นิ้ว และแสดงสัญลักษณ์โบสีขาว ที่ไม่วายยังมีข้อกล่าวหาว่า คนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่จำใจเพราะเกรงว่าจะถูกเพื่อนบูลลี่ โถ! ความคิดแบบบ้องตื้น

เวลานี้คนรุ่นใหม่เขาตื่นรู้กันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ลองติดตามด้วยใจเป็นกลางจะเห็นว่าลีลา ท่วงทำนองและเนื้อหาที่เด็กหัวเกรียนหรือนักเรียนหญิงที่ชุดคอซองนั้น มีศักยภาพและพูดได้มีเหตุมีผลมากกว่าคนที่เป็นผู้นำหรือหลายคนในรัฐบาลเสียด้วยซ้ำไป หากใจไม่เปิดรับก็ลองเปิดตาและเปิดหูรับฟังไว้บ้าง จะได้ไม่เที่ยวกล่าวหาแบบมักง่าย

คงได้รับรายงานในการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลไปแล้วเรื่องของม็อบนักเรียน นิสิต นักศึกษา ความเคลื่อนไหวที่มีอย่างต่อเนื่องและจำนวนคนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้น หากเป็นแค่การบูลลี่หรือก่อม็อบตามกระแสคงไม่มีใครลุกขึ้นมาสนับสนุนกันมากขนาดนั้น มิหนำซ้ำ 3 ข้อเรียกร้องยังทรงพลัง ถึงขั้นที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลหรือแม้กระทั่งพรรคแกนนำรัฐบาลเองยังต้องเปลี่ยนท่าทีกันยังกับหนังคนละม้วน

โดยเฉพาะกับบางพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์ยังไม่ทันครบปี พรรคไม่มีนโยบายแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้หาเสียงเรื่องนี้ และมองเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจไม่ได้มีปัญหาอะไร สุดท้าย ตาลีตาเหลือกนำส.ส.ของพรรคไปตั้งโต๊ะแถลงกันถึงรัฐสภา หนุนแก้มาตรา 256 และให้มีส.ส.ร.พร้อมมาแรงแซงทางโค้งด้วยการประกาศลั่นหลังได้รัฐธรรมนูญแล้วให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ทันที ทำเอาเพื่อนร่วมรัฐบาลเคืองกันเป็นแถว

รู้แกวกันอยู่แล้ว สถานการณ์ทางการเมืองเมื่อเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สิ่งเปราะบางที่สุดคือกระแสต่อต้านของประชาชน แต่เดิมอาจจะเป็นม็อบกลุ่มการเมืองที่มีชนักปักหลังว่าผูกกับพรรคการเมืองโน้น เกี่ยวพันกับคนการเมืองรายนี้ พอเป็นขบวนการหนุ่มสาวที่มีทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา พ่วงเข้ากับประชาชนจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่ได้เดือดร้อนจากความไม่เอาไหนของรัฐบาล มันจึงเป็นสิ่งที่วงประชุมบรรดาผู้นำเหล่าทัพและฝ่ายความมั่นคง ฟันธงตรงกันว่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง”

ส่วนข่าวลือเรื่องการรัฐประหาร ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม คงต้องไปถามหัวจิตหัวใจของ “บิ๊กแดง” พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ กล้าพอที่จะก่อการหรือไม่ เนื่องจากปัจจัยสุกงอมที่จะนำไปสู่การทำเช่นนั้นยังมองไม่เห็น ประเด็นข้อเสนอ 10 ประการที่เกิดขึ้นบนเวทีลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มันส่อแววในทางที่สร้างความไม่พอใจต่อคนที่ได้ยินได้ฟัง แต่ในทางข้อกฎหมายหากมันชัดเจนป่านนี้คนที่พูดคงได้เข้าไปนอนในซังเตแล้ว

เมื่อยังไร้เหตุที่จะไปรองรับความชอบธรรมในการก่อรัฐประหาร คนที่มีอำนาจจะดำเนินการก็ย่อมคิดหนัก ไม่เพียงเท่านั้น ผลจากโรคโควิด-19 ที่วันนี้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจยังไม่รู้ว่าจะมีปัญญาทำให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าหากเกิดการยึดอำนาจขึ้นจริง ถามว่าประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร กลายเป็นเรื่องเลวร้ายสองแรงบวก เศรษฐกิจของประเทศไม่ได้ผุดได้เกิดกันเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้น กรณีนี้จึงเป็นข่าวลือที่จะไปสร้างแนวร่วมให้กับขบวนการหนุ่มสาวเสียมากกว่า

ขณะที่การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ออกมาเปิดข้อมูลว่า กรณีปรากฏการณ์ชู 3 นิ้วในโรงเรียน มีข้อมูลอ้างว่าครูมีทั้งบังคับไม่ให้เด็กแสดงออกและขู่ให้ไปเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ก็ต้องยืนยันหลักฐานให้ชัด มิเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นว่าเป็นการแสวงหาข้อเท็จมากกว่าเรื่องจริง เพื่อที่จะเข้าข้างฝ่ายกุมอำนาจ เพราะหากประเมินจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กน่าจะถูกบังคับไม่ให้แสดงออกเสียมากกว่า

ไม่ต่างกันกับระดับมหาวิทยาลัย ที่ถือว่าเป็นปัญญาชน จะไปบังคับขู่เข็ญนิสิต นักศึกษาเหมือนนักเรียนคงยาก ดังนั้น จึงต้องมาลงที่อาจารย์ด้วยคำขู่อันแสนคลาสสิค หากใครไปร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือให้การสนับสนุนนิสิต นักศึกษา จะมีผลต่อความก้าวหน้าและไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้น ถือเป็นความสามานย์หนักข้อเข้าไปอีก ทั้งที่โดยระบบปกติก็ไม่ได้พิจารณากันอย่างตรงไปตรงมากันอยู่แล้วเรื่องการปูนบำเหน็จความดีความชอบ

แต่สถานการณ์เดินมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ว่าจะใช้กลวิธีแบบใดก็คงยากที่จะหยุดกระแสการลุกฮือของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกลุ่มปัญหาความเดือดร้อนอีกสารพัดจ่อที่จะบุกมาขอความช่วยเหลือและความชัดเจนในการดูแลความเดือดร้อนจากรัฐบาลด้วย หากคนเหล่านี้เคลื่อนไหวกันจริงจังและจับมือกับขบวนการคนหนุ่มสาว ลองนึกภาพกันต่อไปว่าทิศทางของรัฐบาลสืบทอดอำนาจจะเดินกันต่อไปอย่างไร

ส่วนเหตุการณ์ที่รัฐสภา ระหว่างคนกร่างกับเด็กเสเพล คำถามที่เกิดขึ้นคือไม่พอใจกันจริงถึงขั้นต้องมีเรื่องกันให้ได้หรือแค่ปาหี่ แต่ไม่ว่าจะมุมไหนพฤติกรรมที่แสดงออกของคนที่ได้ชื่อว่าท่านผู้ทรงเกียรติสมควรต้องประณาม ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ ชวน หลีกภัย ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติจะปล่อยผ่านไปไม่ได้ ต้องมีมาตรการลงโทษหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อไม่เสื่อมเสียต่อฐานะของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนประชาชน