พาราสาวะถี

สถานการณ์ชายแดนใต้ หลังจาก อนุทิน ชาญวีรกูล หาหนทางทำให้ความร้อนแรงจากกระแสให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 และปฏิบัติการณ์ที่ตามมา


สถานการณ์ชายแดนใต้ หลังจาก อนุทิน ชาญวีรกูล หาหนทางทำให้ความร้อนแรงจากกระแสให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 และปฏิบัติการณ์ที่ตามมา ลดระดับความไม่พอใจจากประชาชนในพื้นที่ลง ด้วยการมอบอำนาจให้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการในนามของตนได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ พร้อมทำหน้าที่ประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจด้วยความละมุนละม่อม ใช้ไมตรีจิต ความเป็นพี่น้อง และภราดรภาพในการแก้ไขปัญหา

ทว่า กรณีการลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่เวลานี้สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ครบทั้ง 5 ราย คนร้ายรายสำคัญคือ เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน ผู้ลงมือลั่นไก ที่ตามคำให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่า ที่ลงมือไปเพราะ ไม่พอใจ สส.รายนี้ที่เป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งหากพิจารณาจากกระบวนการที่ได้เตรียมการสังหารครั้งนี้ คงจะทำให้ฝ่ายผู้เสียหายเชื่อได้ยาก และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดีคงต้องคิดหนักในการสรุปสำนวน

ต้องไม่ลืมว่าอดีตนาวิกโยธินรายนี้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์โชกโชนทั้งในและต่างประเทศ เป็นประเภททั้งบู๊และบุ๋น ยิ่งรถคันที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถของกอ.รมน.ยิ่งเป็นปมที่ทำให้ฝ่ายถูกกระทำไม่เชื่อว่า แค่ความไม่พอใจในการทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษชนเพียงเรื่องเดียว จะทำให้เป็นแรงจูงใจถึงขั้นหมายเด็ดหัวปลิดชีพกันได้ ปมตรงนี้นี่เอง ที่ทำให้บทบาทของวันนอร์ในฐานะที่ปรึกษาอนุทินซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความไม่ไว้วางใจของแต่ละฝ่ายให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

เนื่องจากในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคประชาชาติ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือ ..ปัตตานีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันนอร์ได้ขึ้นพูดบนเวทีในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคด้วยท่วงทำนองที่จริงจัง ดุดัน ต้องหาความยุติธรรมต่อคนที่ฉ้อฉล คนที่มีอิทธิพล คนที่ใช้อำนาจรัฐ และผู้ที่ใช้อำนาจเงินมาทำลายคนที่ทำงานเพื่อประชาชน เพื่อสิทธิมนุษยชน กรณีลอบสังหารกมลศักดิ์ คือสิ่งที่ท้าทายพรรคประชาชาติอย่างมาก ถ้า สส.ของพรรคไม่ได้รับความยุติธรรม ใครจะไว้วางใจให้พรรคมาทำงานดูแลประชาชนต่อไปได้

ท่าทีอันแข็งกร้าว เหมือนการแสดงความประสงค์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ จะต้องไม่ปล่อยให้มีการตัดตอน แล้วตัดจบแค่ผู้ต้องหาที่จับกุมได้เวลานี้เท่านั้น เพราะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติมีการยกเอาคดีในอดีตมาเป็นตัวอย่าง นั่นก็คือ เหตุยิง สมรรถ เอี่ยมวิโรจน์ อดีต สส.นราธิวาส เสียชีวิตหน้าบ้านพักเพียงเพราะลุกขึ้นมาสู้เพื่อหลักการและพี่น้องมุสลิม ครั้งนั้นจับได้แค่คนยิงที่เป็นทหารชั้นผู้น้อย ไม่มีการขยายผลใด เพิ่มเติม และทำให้คนที่จะต่อสู้เพื่อมนุษยชนในนราธิวาสหายไปเป็นเวลานาน

งานนี้ประสาคนในพื้นที่คงรู้ดีว่าเกิดจากสาเหตุใด มิเช่นนั้น วันนอร์คงไม่ย้ำว่า นราธิวาสเป็นเมืองชายแดนที่มีผลประโยชน์มหาศาล ทั้งของเถื่อนและอิทธิพล ทำให้ผู้มีอำนาจรัฐมักใช้วิธีรุนแรงกำจัดฝ่ายตรงข้าม ตามมาด้วยคำถาม รถจะมาเองได้ยังไง ปืนจะมาเองได้ยังไง คนไม่รู้จักจะมายิงกันได้ยังไง ต้องมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง ชัดเจนมากไปกว่านั้นก็คือ คนบงการน่าจะเป็นผู้ที่เสียผลประโยชน์จากการทำงานของกมลศักดิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

หากทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของอนุทินประเมินกระบวนท่าของวันนอร์ที่แสดงหนนี้ คงต้องมีการบ้านข้อใหญ่ให้ฝ่ายปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งทหาร ตำรวจ ทบทวนแผนการทำงานให้รอบคอบ จริงอยู่ในฐานะนักรบมือทำงานแม่ทัพภาคที่ 4 ย่อมมีแนวทางอันแน่วแน่ของตัวเอง แต่ถ้าภาคการเมืองที่เป็นผู้เสียหายโดยตรงไม่พอใจต่อผลที่คนของตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ การแสวงหาความร่วมมือต่อให้เดินถูกทางอย่างไร ก็ยากที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

ไม่เพียงแต่ตั้งข้อกังขาต่อกลุ่มคนที่ลงมือลอบสังหาร สส.ของพรรคตัวเองเท่านั้น วันนอร์เชื่อไปในทิศทางที่ว่าการกระทำหนนี้ทำกันเป็นขบวนการ โดยพูดเป็นภาษามลายูว่ากลุ่มคนร้ายว่ามีความ “ตักกะโบบ” ที่หมายถึงอหังการ ถึงขั้นใช้รถของรัฐมาใช้ก่อเหตุ เพราะคิดว่ามีอำนาจและอิทธิพลคุ้มกะลาหัว ส่วนที่มือปืนอ้างว่าเปลี่ยนใจไม่ยิงในภายหลังถือเป็นเรื่องโกหกสิ้นดี ในเมื่อประวัติชี้ชัดว่าเป็นมือสังหารระดับนานาชาติที่รับเงินก้อนโตมาทำงาน สำคัญมากไปกว่านั้นคือ กมลศักดิ์ไม่เคยรู้จักหรือมีเรื่องบาดหมางเป็นการส่วนตัวกับกลุ่มคนร้ายแต่อย่างใด

ประเด็นที่อนุทินและทีมงานความมั่นคงต้องวิเคราะห์จากสารที่สื่อมาจากวันนอร์ก็คือ ความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ การประกาศว่าคนนราธิวาสไม่ยอม และพวกประชาชาติไม่ยอม คดีกมลศักดิ์ควรจะเกิดขึ้นเป็นคนสุดท้ายและครั้งสุดท้าย ไม่ใช่แค่กลอนพาไปหรือเดือดตามอารมณ์ ผู้นำทางความคิดของคนในพื้นที่ชายแดนใต้ถึงกับบอกว่า ขอดุอาอ์ต่อองค์อัลลอฮ์ ขอให้มีชีวิตอยู่ถึงวันนั้น วันที่ผู้บงการได้ชดใช้กรรมในเรือนจำ ขอให้ตนได้เห็นและได้ยิน อย่าเหิมเกริม ปล่อยคนเหล่านี้ไม่ได้ เพราะมันจะทำให้คนอื่นเอาเป็นตัวอย่างว่ายิงคนได้ถ้ามีเงิน ทำได้ถ้ามีอำนาจรัฐ

ต้องไม่ลืม หนึ่งในคำสารภาพที่สำคัญของเรือเอกวิโรจน์ นอกจากอ้างความไม่พอใจต่อกมลศักดิ์แล้ว ยังบอกอีกว่า แผ่นดินไทยนั้นศักดิ์สิทธิ์ใครก็แบ่งแยกไม่ได้ หากนี่คือตัวแทนความคิดของฝ่ายกุมอำนาจรัฐ มันก็เหมือนกับการมองไปยังกลุ่มการเมืองในพื้นที่อย่างไม่ไว้วางใจว่า เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับขบวนการก่อเหตุเช่นนั้นหรือ เป็นพวกที่ยุยงส่งเสริมให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนเช่นนั้นใช่หรือไม่ ถ้ายังทำงานกันด้วยความเชื่อและสมมติฐานแบบนี้ ไม่มีวันที่จะเห็นสันติสุขในพื้นที่ปลายด้ามขวานเกิดขึ้น แน่นอน

อรชุน

Back to top button