เปิดแนวโน้มหุ้นยางฯ หลังดีดตัวคึก รับราคาทะลุ 60 บ. หลังดีมานด์จีนหนุน!

เปิดแนวโน้มหุ้นกลุ่มยางฯ หลังดีดตัวคึก รับราคาทะลุ 60 บ. หลังดีมานด์จีนหนุน!

ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ ได้ทำการสำรวจและรวบรวมบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับย่างพารา โดยมองว่าแนวโน้มผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ราคายางปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี

โดย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคายางขยับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดราคายางพุ่งทะลุ 60 บาท/กก. โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราทั้ง 3 แห่ง ของ กยท. คือ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสุราษฎร์ธานี และตลาดกลางยางพาราจังหวัดนครศรีธรรมราช ราคาปิดตลาดอยู่ที่ 60.05 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 1.80 บาท นับเป็นราคายางที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี

ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กลุ่มยางพารา อ้างอิงจากการรายงานของ กยท.ล่าสุด ราคาประมูลเฉลี่ย ณ ตลาดกลาง ยางพาราแผ่นดิบอยู่ที่ 55.83 บาท/กก.ยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 60.05 บาท/กก.ราคายางมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ตามสัญญาการส่งมอบ สะท้อนจากตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนและสหรัฐที่ขยายตัว

รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อุปทานถูกกระทบจากประเทศผู้ผลิตยางขาดแคลนแรงงานกรีดยางและผลิตยางแห้งเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทั้งยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน และน้ำยางสด โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์ STA ,NER (ผลิตยางแผ่น ยางก้อน) TRUBB (น้ำยางข้นธรรมชาติ 60%)

ขณะที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (2 ก.ย.63) ว่า ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ราคายางปรับตัวสูงขึ้นแตะ 60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ครั้งแรกในรอบ 3 ปี 2 เดือน โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราคา 60.50 บาท/กก. ส่วนราคาราคายางแท่ง ณ  1 ก.ย. 2563  STR20(ไทย) ราคาอยู่ที่  46.45 บาทต่อกิโลกรัม ปรับราคาจากเมื่อวาน  บวก 0.70  บาทต่อกิโลกรัม ราคายางมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ยางของจีนที่มีเพิ่มขึ้น

โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อข่าวดังกล่าว โดยราคายางอ้างอิงหลัก STR ปรับขึ้นมาที่ 46 บาทต่อกก. +6% จากระยะสัปดาห์ จากความต้องการใช้ยางของจีนที่มีเพิ่มขึ้น หลังเริ่มฟื้นฟูประเทศและ COVID-19 คลี่คลาย ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมากระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มล้อยางรถยนต์ หากความต้องการยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในครึ่งปีหลังอาจจะทำให้ราคายางแท่งเฉลี่ยเกินกว่าสมมติฐานทั้งปีของเราที่ 41 บาทต่อกก. ถ้าราคายางแท่งครึ่งปีหลังสามารถยืนอยู่ที่ 46 บาทต่อกก. อาจจะทำให้ราคายางแท่ง STR ปรับขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 43 บาทต่อกก. และเรามีโอกาสปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้นประมาณ 4% คาดว่าหุ้นในกลุ่มยางพารา เช่น STA, NER จะตอบสนองเชิงบวกในวันนี้ เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” STA ราคาเป้าหมาย 41.00 บาท อิง PER ที่ 14x เทียบเท่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และยังคงแนะนำ ซื้อ NER ราคาเป้าหมาย 4.10 บาท อิง PER เฉลี่ยที่ 9 เท่า (+1SD ค่าเฉลี่ยย้อนหลังจากเข้าตลาด)

ขณะที่ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ผู้บริหารโรงพยาบาลและธุรกิจดูแลสุขภาพ ได้จัดตั้งบริษัท บริษัท ไทยเมดิคอล โกล์ฟ จำกัด (Thai Medical Glove) ขึ้นเพื่อผลิตและส่งออกถุงมือยางรองรับความต้องการของตลาดโลกซึ่งในส่วนของไทยเมดิคอล โกล์ฟ จะไม่มีการเข้าร่วมกับเครือ THG แต่อย่างใด เนื่องจากมีศักยภาพทางการเติบโตและมีแผนลงทุนของตัวเองอย่างชัดเจน โดยบริษัทไทยเมดิคอล โกล์ฟ ในปี 2021 จะใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาทในการขยายกำลังการผลิตของโรงงานผลิตถุงมือยางทั้ง 7 แห่ง อาทิ ระยอง, สิงห์บุรี ฯลฯ โดยเตรียมนำเข้าเครื่องจักรในการผลิตกว่า 50 ชิ้นจากประเทศเยอรมนี ซึ่งมีกำลังการผลิตได้สูงสุดกว่า 9 แสนชิ้นต่อวัน

ทั้งนี้ มองเป็นลบเล็กน้อยจากข่าวดังกล่าวเนื่องจากเราเริ่มเห็นผู้ผลิตหน้าใหม่พยายามเข้ามาในตลาดถุงมือยาง ซึ่ง “หมอบุญ”  จัดตั้งบริษัท thai medical glove ใช้เงิน 1 พันล้าน ในการขยายกำลังการผลิตถุงมือยาง โดยเรามองว่าไม่น่าจะกระทบกำลังการผลิตทั่วโลก เนื่องจากบริษัทที่หมอบุญจัดตั้ง มีกำลังการผลิตสูงสุด 900,000 ชิ้น/วัน  คิดเป็น 270 ล้านชิ้น/ปี หรือคิดเป็น 0.12% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ขณะที่ STGT มีกำลังการผลิต 32,600 ล้านชิ้น/ปี หรือคิดเป็น 11% ของกำลังการผลิตทั่วโลก

โดยการเข้ามายังมีอุปสรรคทั้งในเรื่องของน้ำยางข้นที่ STA ครองตลาดอันดับ 1และขั้นตอนการขอใบอนุญาตในแต่ละประเทศที่ส่งออก ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1- 1.5 ปี อย่างไรก็ตามเรายังคงแนะนำ “ซื้อ” STGT ที่ราคาเป้าหมาย 116.00 บาท อิง 2020E PER 29x ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ 2020E PER 16.5x เทียบเท่า -1SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถุงมือยาง ทั้งนี้แนะนำซื้อ/เป้า 116.00 บาท ผู้เล่นรายใหม่ พยายามจะเข้าตลาดถุงมือยาง

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน