“บล.ฟินันเซียฯ” คัด 6 หุ้น Small Cap แกร่งกว่าตลาด ชูกำไรโตเด่นสวนโควิด!

“บล.ฟินันเซียฯ” คัด 6 หุ้น small cap แกร่งกว่าตลาด ชูกำไรโตเด่นสวนโควิด!

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) หรือ FSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า จากการสำรวจตัวเลขในปี 2550-2552  ที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ และพบว่าหุ้น small cap มีพัฒนาการที่แกร่งกว่าหุ้น big cap ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงทำให้เชื่อว่าหุ้น small cap จะมีพัฒนาการที่แกร่งกว่าหุ้น big cap อีกครั้งในช่วงเวลาวิกฤติจากโควิด-19 นี้  นอกจากนั้นแล้วยังมองว่าหุ้น small cap จะยังแกร่งกว่า SET Index อย่างต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง 2563 อีกด้วย

โดยเห็นได้จากหุ้น small cap ได้ปรับตัวลดลงในช่วงก่อนเข้าสู่ภาวะถดถอย และมีแนวโน้มพัฒนาการที่แข็งแกร่งในช่วงเฟสแรกของการขยายตัว ตัวอย่างเช่น ในเดือนธันวาคม 2550 ดัชนี MSCI Thailand small caps ปรับตัวลดลง 60.8% ในขณะที่ MSCI Thailand standard index ลดลง 55.6% แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว หุ้น small caps มีการเติบโตอยู่ที่ 43.3% ในขณะที่ standard index ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 22.9%

โดย FSS มองว่าหุ้น THANI, PR9, CHG, PTG, RS และ TASCO เป็นหุ้นที่มีปัจจัยบวกที่จะเป็นตัวเร่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจหลัก และกับผู้ถือหุ้นได้ในเร็วๆนี้

สำหรับ บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI มีจุดยืนทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และยาวนานในธุรกิจเช่าซื้อในตลาดที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มซึ่งเจาะจงไปที่รถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ และรถยนต์ระดับสูง นอกจากนั้นแล้วยังเป็นหุ่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพดานดอกเบี้ยของธปท. และมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการแข่งขันกับธนาคารออมสินที่มีมาตรการของรัฐบาลอยู่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ THANI มีความโดดเด่นกว่าหุ้นอื่นๆที่ทำธุรกิจคล้ายกัน และการที่เป็นบริษัทปลอดหนี้จะทำให้ THANI กลายมาเป็นบริษัทที่ทำเงินได้อย่างมหาศาล

 

ส่วนบริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 เชื่อว่าบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในไตรมาส 2/2563 ในส่วนของผลประกอบการไตรมาส 3/2563 คาดจะฟื้นตัวเป็น V Shape โดยกำไรในไตรมาส 3/2563 จะเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแม้ว่าทางบริษัทจะเพิ่งเปิดใช้งานตึกใหม่ และอาจต้องรับรู้ค่าเสื่อมราคามากถึง 24 ล้านบาทต่อไตรมาส

ขณะเดียวกัน PR9 สามารถลด SG&A ลงได้ 15-20 ล้านบาทในไตรมาส 2/2563 และทางบริษัทยังเชื่อว่าจะสามารถรักษาต้นทุนคงที่ให้อยู่ในระดับต่ำได้ในขณะที่รายได้เริ่มที่จะฟื้นตัว ที่สำคัญ PR9 ยังซื้อขายกันอยู่บนมูลค่าที่น่าสนใจด้วย FY21E EV/EBITDA ที่ 9 เท่า เมื่อเทียบกับในกลุ่มเฉลี่ยที่ 18 เท่า

 

ส่วนบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG รายงานกำไรในไตรมาส 2/2563 เหนือกว่า consensus และประมาณการของ FSS จากมาร์จิ้น EBITDA ที่สูงกว่าคาด ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันอย่างต่อเนื่องให้กับ CHG นอกจากนั้นแล้ว คาดว่าจะมีกำไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4/2563 จากผลบวกรายได้ประกันสังคมที่เพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วง ไตรมาส 4/2563-ไตรมาส 1/2564 โดยในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคมนั้นมีน้ำหนักสัมพันธ์ (RW) อยู่ที่ THB12,000/RW ในผู้ป่วยเคสรุนแรง และถ้าหากงบประมาณสิ้นปียังเหลือ จะเพิ่มเป็น THB12,800/RW สำหรับผู้ป่วยใน ซึ่งจะทำให้บริษัทได้รับรายได้เพิ่มมากขึ้น

 

ส่วนบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กำไรและยอดขายยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งในช่วงโควิด19 สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบ Company Owned Company Operated หรือ COCO ซึ่งเป็นธุรกิจในรูปแบบที่บริษัทเป็นทั้งเจ้าของ และบริหารเอง ผนวกกับความสำเร็จจากการกระจายความเสี่ยง และการผสมผสานธุรกิจเข้าด้วยกันของ PTG

โดยจุดเด่นของ PTG คือ 1) ความเข้มแข็งในมาร์จิ้นการตลาดจากค่าเสื่อมต้นทุนต่อปริมานขายที่ต่ำ 2) มีปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากน้ำมันดีเซล และ 3) จากการขยายกิจการในลักษณะย้อนกลับ (Backward Integration) ของธุรกิจเมทิลเอสเทอร์

 

ด้านบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 อย่างหนักหน่วง แต่ด้วยธุรกิจพาณิชย์ ทำให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่โชว์กำไรแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกปี 2563 และการขยายธุรกิจในอนาคตโดยเฉพาะกลยุทธ์ Entertainmerce ที่ผสมผสานคอนเทนท์บันเทิงเข้ากับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะเป็นตัวช่วยผลักดันให้บริษัท มี New S Curve โชว์อยู่ในการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2563-2564 ได้

 

ส่วนบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO เชื่อว่าจะยังคงได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันเตาที่มีกำมะถันสูงที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้นแล้วยังคาดว่าจะได้รับผลบวกจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังโควิด 19 จากจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ในส่วนของธุรกิจในประเทศคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินราว 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล หรือการลงทุนจากภาครัฐให้มากขึ้นโดยเฉพาะในโครงการอินฟราสตรัคเจอร์ที่จะรวมงบสำหรับยางมะตอยอยู่ด้วย

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน