“โจร บอนด์” โจรผูกเนคไทไร้ที่ซ่อน September 2020 @ CIVIL COURT

UNSECURED BOND NO TIME TO HIDE

การขายบอนด์ หรือหุ้นกู้ เป็นการระดมทุนที่บริษัทเอกชนสามารถกระทำได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อรับเงินจากประชาชนผู้ซื้อหุ้นกู้มาแล้ว ผู้ถือหุ้นกู้จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท และบริษัทในฐานะลูกหนี้ ก็ต้องรักษาสัญญา ในการชำระดอกเบี้ยทุกงวด และชำระเงินต้นคืน เมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้

หลายปีมานี้ มีบริษัทหลายราย อาศัยช่องทางในการระดมทุนนี้ ทุจริต ฉ้อโกงเงินผู้ถือหุ้นกู้ไป และอยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย รวมมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท มีประชาชนและนักลงทุนรายย่อยถูกโกงไปหลายหมื่นราย

คำพูดในหมู่โจรว่า “ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ได้กลายมาเป็นคำพูดที่ตรงกันข้ามของประชาชนแทน ว่า “ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด” เพราะการระดมทุนผ่านกลไกและการกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ซึ่งน่าจะมีความปลอดภัยมากที่สุด มากกว่าการไปลงขันลงทุนกับญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท กลับกลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุดไปเสียแล้ว

“โจร บอนด์” เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2558 – 2559 ซึ่งขณะนั้น บริษัทแห่งหนึ่ง ได้ออกหุ้นกู้จำนวน 1 ครั้งในปี 2558 และอีกครั้ง 1 ครั้งในปี 2559 วงเงินรวม 5,500 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นกู้รุ่นที่ออกในปี 2558 ได้รับชำระผลตอบแทนทั้งสิ้น 3 ครั้ง ส่วนผู้ถือหุ้นกู้รุ่นที่ออกในปี 2559 ได้รับชำระผลตอบแทนเพียง 1 ครั้ง หลังจากนั้น ก็เกิดการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ทั้งสองตัว มีผู้เสียหายมากกว่า 2,000 ราย โดยไม่เคยมีการชี้แจงรายละเอียดใดๆ อย่างเป็นทางการต่อผู้ถือหุ้นกู้

บรรดาเจ้าหนี้รายย่อย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นกู้ จึงต้องรวมพลังกันสู้กับ “โจรผูกเนคไท” เพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรมและได้รับการชดใช้กับสิ่งที่สูญเสียไป โดยมีทั้งการเดินทางไปร้องเรียนกับหน่วยงานต่าง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นกู้ยังได้ไปยื่นฟ้องบริษัทรายใหญ่ที่เป็นลูกหนี้หุ้นกู้ ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้  ซึ่งศาลฯ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ถือหุ้นกู้สามารถยื่นฟ้องดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้ตามใบหุ้นกู้ และหลังจากนั้น ศาลฯ ได้มีคำสั่งให้คดีดังกล่าว เป็นคดีผู้บริโภคด้วย รวมทั้งได้ให้ทั้งสองฝ่าย โจทก์และจำเลย ไปเจรจาประนอมหนี้กันตามกระบวนการ

ซึ่งในช่วงล็อกดาวน์ โควิด-19 นี่เอง ที่บรรดาผู้ถือหุ้นกู้ ในฐานะเจ้าหนี้ ได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า จะไม่รับข้อเสนอการประนอมหนี้ใดๆ แต่จะเดินหน้าฟ้องให้ถึงที่สุด เพราะข้อเสนอประนอมหนี้เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นกู้แบบไม่สิ้นสุด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บรรดาผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของบริษัทรายใหญ่นี้ ไม่เคยแม้แต่จะออกมาชี้แจงพูดคุยอย่างจริงใจกับเจ้าหนี้ มิหนำซ้ำยังส่งร่างทรงชื่อ นาย ส. ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัท คอยทำหน้าที่แทนอยู่ในกลุ่มไลน์ ที่ตั้งมาเพื่อหวังเจรจาประนอมหนี้กับผู้ถือหุ้นกู้

แต่ปลายเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป ใครที่อาจเคยหลบซ่อนอยู่ ก็ยากที่จะซ่อนเร้นได้อีกต่อไป เพราะหากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งตามผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งไม่ขอประนอมหนี้ ศาลฯก็จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ซึ่งต้องมีการเรียกผู้ถูกกล่าวหามาให้ปากคำ ตอบคำถามต่างๆ ก่อนตัดสินคดี ถึงตอนนั้น ประชาชนอย่างเราๆ อาจได้ชม “โจร บอนด์” : No Time to Hide “โจรผูกเนคไทไร้ที่ซ่อน” ก่อนที่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง “James Bond: No Time to Die” จะเข้าฉายจริงก็ได้ เพราะคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคแล้วตามคำสั่งศาลฯ กระบวนการต่างๆ จะรวดเร็วกว่าปกติ