“ทริสฯ” คงเรตติ้ง SPALI ที่ A มอง Backlog สูง-ความสามารถทำกำไรเด่น

“ทริสฯ” คงเรตติ้ง SPALI ที่ A มอง Backlog สูง-ความสามารถทำกำไรเด่น

ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI ที่ระดับ A พร้อมด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงการมีองค์ประกอบสินค้าอสังหาริมทรัพย์ที่มีความสมดุลเป็นอย่างดี ตลอดจนสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัท มูลค่ายอดขายคอนโดมิเนียมที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) จำนวนมาก และความสามารถในการทำกำไรที่ฟื้นตัว

นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการซื้อหุ้นคืนของบริษัทเมื่อเร็ว ๆ นี้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ที่สูงขึ้นนี้ยังคงสอดคล้องกับอันดับเครดิตในปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน อันดับเครดิตยังสะท้อนความกังวลของทริสเรทติ้งเกี่ยวกับผลกระทบในเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (โรคโควิด 19) ซึ่งอาจสร้างความกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะสั้นถึงปานกลางอีกด้วยเช่นกัน

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

สถานะที่แข็งแกร่งในในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถคงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอาไว้ได้ในระยะปานกลาง ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้จัดอยู่ใน 5 อันดับแรกในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2562 โดยบริษัทมีแบรนด์ที่อยู่อาศัยที่เป็นที่ยอมรับอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ซื้อบ้านระดับราคาปานกลาง ยอดขายของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องและคงอยู่ในระดับที่เกินกว่า 2 หมื่นล้านบาทมาตั้งแต่ปี 2558 และถึงระดับสูงสุดที่จำนวน 3.33 หมื่นล้านบาทในปี 2561 อย่างไรก็ตาม ยอดขายของบริษัทในปี 2562 ลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ 2.23 หมื่นล้านบาทเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวและผลกระทบจากเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 โดยปัจจัยที่กล่าวมานี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่ยอดขายของบริษัทในปี 2563 ก็คาดว่าจะเติบโต 5%-10% จากปีก่อนเนื่องจากบริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่หลายโครงการในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 บริษัทมุ่งเน้นเปิดโครงการแนวราบและเลื่อนการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมบางโครงการออกไปท่ามกลางความกังวลจากการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 บริษัทมีแผนจะเปิดตัวโครงการจำนวน 22 แห่งซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 2.01 หมื่นล้านบาท โดยประกอบด้วยโครงการแนวราบ 20 แห่งมูลค่ารวม 1.65 หมื่นล้านบาทและโครงการคอนโดมิเนียมอีก 2 แห่งมูลค่ารวม 3.6 พันล้านบาท

คำค้น