วิกฤตฮอร์มุซ! ดันน้ำมันทะลุ 100 เหรียญ โบรกชู CPF-GULF-KTB-PRM ต้านแรงเสียดทาน

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านหนุนน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปลุกกังวลภาวะ Stagflation กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก และเสี่ยงฉุด GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1-1.5% พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนแบบ Barbell ชู CPALL-CPF-GULF-KTB-PRM หุ้นเด่น


บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง จากความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกระตุ้นความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบเงินเฟ้อ (Stagflation) ในระยะถัดไป ท่ามกลางแรงกดดันเพิ่มเติมจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้น และความเสี่ยงที่ทิศทางดอกเบี้ยโลกอาจกลับเข้าสู่ภาวะตึงตัวอีกครั้ง

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงฟื้นตัว โดยราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม แต่ยังส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค และลดทอนแรงส่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตรากำไรและแผนการลงทุนในระยะถัดไป

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะประเด็นการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลก

ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันมีแนวโน้มเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อในลักษณะ cost-push พร้อมกับกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน แม้ว่ากลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่สินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 40–50 basis points สะท้อนความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงิน จากเดิมที่อยู่ในภาวะ “ดอกเบี้ยสูงนาน” ไปสู่ความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลลบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นผ่านอัตราคิดลดที่สูงขึ้น และทำให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงของตลาดหุ้น (Equity Risk Premium) แคบลง โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่มีภาระหนี้สูงและอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย

สำหรับเศรษฐกิจไทย ฝ่ายวิจัยมองว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอาจผลักดันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสู่ระดับ 3–5% ในระยะสั้น ขณะที่ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 มีโอกาสถูกปรับลดลงจากเดิมที่ราว 2% เหลือ 1–1.5% หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สามารถคลี่คลายได้ภายในเดือนเมษายน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะอยู่ในวงจำกัดมากกว่า

ในส่วนของกำไรบริษัทจดทะเบียน คาดว่ากำไรต่อหุ้นรวม (EPS) มี Downside เบื้องต้นราว 6% แต่ยังมีแรงหนุนจากกลุ่มพลังงานที่ช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วน ส่งผลให้ภาพรวมกำไรของตลาดไม่ได้อ่อนแอลงอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปี 2569 ที่ระดับ 1,470 จุด แต่ประเมินว่า Upside ในระยะสั้นเริ่มจำกัด จากแรงกดดันของ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้นและระดับ Valuation ที่ตึงตัว พร้อมแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy โดยผสมผสานการลงทุนระหว่างหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ซึ่งสามารถรับมือกับภาวะเงินเฟ้อได้ กับหุ้นที่มีโอกาสฟื้นตัวหากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย

สำหรับหุ้นเด่นประจำเดือนเมษายน 2569 ที่ฝ่ายวิจัยแนะนำ ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM

Back to top button