ดักเก็บ 18 หุ้นแกร่งกว่าตลาดฯ-กำไรฟื้นตัวเด่น แถมอัพไซด์สูงเกิน 20%

ดักเก็บ 18 หุ้นแกร่งกว่าตลาดฯ-กำไรฟื้นตัวเด่น แถมอัพไซด์สูงเกิน 20%

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยทางเทคนิคยังอยู่ในแนวโน้มแกว่งไซด์เวย์ดาวน์ จนกว่าจะสามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,300 จุดเท่านั้นตลาดหุ้นไทยจึงจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นแนวทางอื่น ทำให้ยังคงกลยุทธ์หลัก คือ แนะนำหาจังหวะทยอยสะสมช่วงตลาดอ่อนตัว แต่ไม่ต้องรีบร้อน

เนื่องจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักยังคงกดดันตลาดอยู่ เช่น สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในต่างประเทศ ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป, ความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และปัญหาการเมืองในประเทศที่ยังคาราคาซังอยู่ ทั้งการชุมนุมทางการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเก็งกำไรต้องรับความเสี่ยงได้ เลือกเป็นรายตัวในหุ้นที่คาดงบจะออกมาดี มีปัจจัยบวกหนุนระยะสั้น ได้แก่ กลุ่มหุ้นแนวโน้มกำไรปีหน้าฟื้นตัวเด่น มี Upside > 20% ชอบ AEONTS, BAM, BDMS, BEM, CPALL, MTC, PTTGC, TWPC, WHA และหุ้นแข็งกว่าตลาดในช่วงการเมืองร้อน COMM ชอบ BJC, CPALL, HMPRO, RS / FOOD ชอบ CPF, GFPT, TVO / ETRON ชอบ HANA, KCE ซึ่งมีข้อมูลจากบทวิเคราะห์ดังนี้

สำหรับ AEONTS  ได้ปรับขึ้นประมาณการกำไรของ สำหรับปี 63/64 ราว 6-10% จากต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง, หนี้เสียที่ฟื้นตัวขึ้น และการตั้งสำรองที่ลดลง ขณะที่ผู้บริหารเปิดเผยว่าจะมีการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ในช่วงไตรมาส 3-4 โดยในปีก่อนคิดเป็นกำไร 250 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 3 ปี 62/63 และ 330 บาทในไตรมาส 4 ปี 62/63 ทำให้คาดการณ์ว่าการตัดจำหน่ายสินทรัพย์น่าจะอยู่ที่ราว 500 ล้านบาทสำหรับปีนี้ และปีหน้า ช่วยชดเชยผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่ลดลงตั้งแต่เดือน ส.ค.

ส่วนผลการดำเนินงานน่าจะดีขึ้นต่อในครึ่งหลังปี 63/64 จากต้นทุนที่ลดลงได้อีก โดยนับตั้งแต่ต้นปี AEONTS มีดอกเบี้ยจ่ายลดลง 14%  และตลาดที่เปลี่ยนไปในช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น และ AEONTS ได้เริ่มมีการลงทุนในระบบออนไลน์มาตั้งแต่ปีก่อนหน้า และประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจตามกระแสของดิจิทัล และจะได้เงินออมจากสาขาขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นมาทดแทนหุ้นกู้ 4.4 พันล้านบาท ที่มีดอกเบี้ยสูงในช่วง 2 ไตรมาสข้างหน้าแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 200 บาท

MTC คาดสินเชื่อจะกลับมาขยายตัวและยังรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิ ไตรมาส3/63 อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท +20% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ +3% เทียบไตรมาสก่อนหน้า,เชื่อว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวดีขึ้นในช่วงเข้าใกล้การประกาศงบวันที่ 16 พ.ย.นี้, เป้าพื้นฐาน 69 บาท

ด้านประเด็นหุ้นน่าสนใจ BAM  มองงบครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ที่ทำกำไรได้เพียง 834 ลบาท หลัก ๆ จากฟื้นตัวทางศก.และการคลายล็อกดาวน์ ช่วยให้การขายสินทรัพย์และการติดตามหนี้ทำได้ดีขึ้น, มีโอกาสสูงเข้า SET50 ในต้นปีหน้า (ตลท.ประกาศกลางเดือน ธ.ค. นี้), มองราคาหุ้นร่วงกว่า 15% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นจังหวะ ซื้อ, เป้าพื้นฐาน 26 บาท

CPF จากมาตรการของ COVID-19 ที่ผ่อนคลายลง ทำให้การบริโภคหมูและไก่เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. โดยเราเชื่อว่าราคาหมูจะเพิ่มขึ้นต่อในช่วงไตรมาส 4/63 จากการบริโภคที่แข็งแกร่ง และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่มีปัจจัยกดดันจากต้นทุนอาหารสัตว์ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวโพดและกากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ย. ส่วนหนึ่งมาจากราคาหุ้นของ CPF ที่เพิ่มขึ้น 17% หลังเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้น 2% ในช่วงไตรมาส 3/63 ในขณะที่กากถั่วเหลืองลดลง 1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้เราเชื่อว่าอัตรากำไรของ CPF ยังดี

คาดผลประกอบการของ CPF ในช่วง ไตรมาส 3/63 ที่ 6.87 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 14% เทียบไตรมาสก่อนหน้า หากไม่รวมรายการพิเศษต่างๆ แล้ว การดำเนินงานจะอยู่ที่ 5.44 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 172% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 27% เทียบไตรมาสก่อนหน้า เราคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 9% ในขณะที่อัตรากำไรเพิ่มขึ้น 460 bps เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 18.1% ในช่วงไตรมาส 3/63 (เทียบกับ 13.5% ในช่วงไตรมาส2/62) ในขณะที่การควบคุมต้นทุนจะต่อเนื่องจากช่วงไตรมาส2/63 แนะนำให้ ซื้อ โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 38 บาท อิง SOTP โดยมีความเสี่ยงคือ โรคระบาด และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

TVO  มองเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งในและตปท., คาดกำไรไตรมาส3/63 แข็งแกร่ง ทรงตัว +1% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โต 12% เทียบไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่แนวโน้มกำไร Q4 คาดจะดีมาก รับประโยชน์จากราคาถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองที่ปรับตัวขึ้น โดยนับตั้งแต่ ก.ค. +21% และ +32% มาที่ 10.7 ดอลลาร์/บุชเชล และ 380 ดอลลาร์ฯ/ตัน ตามลำดับ, ปันผลดี 5% ต่อปี, เป้าพื้นฐาน 38 บาท

KCE คาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2563 จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจาก KCE จากแผนในการลดต้นทุนและโอกาสที่จะได้ลูกค้าใหม่ๆจากผลของการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน เริ่มรับรู้ในช่วง ไตรมาส4/2563 โดยเราคาดว่าผลประกอบการจะเพิ่มขึ้น 9% ในปี 2020F ก่อนที่จะกลับมาโต 58% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2021F จากอัตรากำไรที่ฟื้นตัวขึ้นจากประสิทธิภาพการดำเนินงาน และธุรกิจ HDI ที่ดีขึ้น และมองราคาหุ้นที่ฟื้นตัวขึ้นรับรู้ปัจจัยบวกนี้ไปแล้ว

คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 18% เทียบไตรมาสก่อนหน้า เป็น 79 ล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 3/63 หนุนโดย 1) ยอดขายรถยนต์ที่ฟื้นตัวขึ้นจากการกลับมาเปิดภาคการผลิต 2) การเพิ่มกำลังการผลิตโดยเฉพาะในส่วนของ HDI PCB เพื่อรองรับการเติบโต ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 22% จากเดิมที่ 18.2% ในช่วง 2Q20 จากประสิทธิภาพในการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการลดต้นทุนลง

ถึงแม้ว่าโดยปกติผลประกอบการจะอ่อนแอลงในไตรมาส 4 ตามฤดูกาล แต่คาดว่าผลประกอบการ ไตรมาส4/2563 จะเพิ่มขึ้น เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากอุปสงค์ที่กลับมาเพิ่มขึ้นของกลุ่มยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดียตั้งแต่ช่วง ไตรมาส4/2563 เป็นต้นไป แนะนำให้ ซื้อ โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 39.75 บาท (PER ที่ 24.8 เท่าสำหรับปี 2021F)

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน