TNP กำไรเจ๋ง!

ฉายแววได้เป็นอย่างดีไปตามนักวิเคราะห์คาดการณ์ สำหรับผลการดำงานในไตรมาส 3 ปี 2563 และงวด 9 เดือนแรกของ TNP ที่ประกาศออกมาแล้ว

คุณค่าบริษัท

ฉายแววได้เป็นอย่างดีไปตามนักวิเคราะห์คาดการณ์ สำหรับผลการดำงานในไตรมาส 3 ปี 2563 และงวด 9 เดือนแรกของบริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ประกาศออกมาแล้ว ปรากฏว่าสามารถโชว์กำไรแจ๋วมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

มีการรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 518.58 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 473.72 ล้านบาท ทั้งนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายส่วนใหญ่มาจากการขยายสาขาของบริษัท โดยยอดขายสาขาเดิมส่งผลให้บริษัทมีกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 30.02 ล้านบาท หรือ 0.038 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 19.39 ล้านบาท หรือ 0.024 บาทต่อหุ้น

ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1,580.12 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 1,417.48 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 89.73 ล้านบาท หรือ 0.112 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 56.22 ล้านบาท หรือ 0.070 บาทต่อหุ้น ซึ่งภาพรวมการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิเกิดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น

นอกเหนือจากผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3 ที่ออกมาเติบโตด้วยดีแล้ว ในช่วงไตรมาส 4 ก็ถือว่ายังมีความน่าสนใจ เพราะบริษัทยังคงสามารถรักษาการเติบโตได้ดีอยู่

สืบเนื่องจากมีทั้งมาตรการรัฐที่เข้ามาสนับสนุน คาด NTP จะได้รับผลประโยชน์ พร้อมกับจะมีการเปิดสาขาใหม่ 2 แห่งในช่วงไตรมาส 4/2563 ทั้งนี้หนุนรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น

เนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างก่อสร้างสาขาใหม่ 2 แห่งที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักของบริษัท โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่งผลให้จำนวนสาขาทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 32 สาขา (เชียงราย 26 สาขา, พะเยา 4 สาขา และเชียงใหม่ 2 สาขา) ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมี Upside Risk จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่จะเริ่มใช้ในช่วงไตรมาส 4/2563 ได้แก่ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคให้อีกคนละ 500 บาทต่อเดือน ระหว่าง ต.ค.-ธ.ค.นี้ รวมทั้งโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ในการซื้อสินค้ากับร้านค้าที่จดทะเบียน VAT ซึ่งคาดว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากทั้ง 2 โครงการ ขณะที่โครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยเพิ่มอุปสงค์ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคคาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการซื้อสินค้าเข้าร้านของร้านค้าปลีก

ทั้งนี้ จากยอดขายที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการขยายสาขาต่อเนื่องทุกปี (เฉลี่ย 4 สาขา/ปี) นอกจากนี้บริษัทยังมีฐานะการเงินแกร่งปลอดหนี้เงินกู้ รวมทั้งโอกาสเติบโตผ่านการขายแฟรนไชส์ในอนาคต

ผลดังกล่าวทำให้ บล.จีเอ็มโอ-แซด คอม ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 4.00 บาท

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

  1. นางอมร พุฒิพิริยะ 245,800,100 หุ้น 30.73%
  2. นายธวัชชัย พุฒิพิริยะ 245,000,000 หุ้น 30.63%
  3. นายธนภูมิ พุฒิพิริยะ 30,405,000 หุ้น 3.80%
  4. ด.ช.ธนภัทร พุฒิพิริยะ 30,000,000 หุ้น 3.75%
  5. นายธนะพงศ์ พุฒิพิริยะ 27,082,100 หุ้น 3.39%

รายชื่อกรรมการ

  1. นายพิษณุ ขันติพงษ์ ประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ
  2. นายธวัชชัย พุฒิพิริยะ ประธานกรรมการบริหาร, กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ
  3. นางอมร พุฒิพิริยะ กรรมการ
  4. นางจุฬารัตน์ งามเลิศลี้ กรรมการ
  5. น.ส.บุษกร ถัดทะพงษ์ กรรมการ