เอนจีน..อ่อนสหรัฐฯ

*ก่อนจะเข้าสู่เรื่องเม้าท์แตกถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทย “โมนิก้า” อยากให้นักเล่นเข้าใจเหตุผลของการไหลเข้าของเม็ดเงินต่างชาติ จนทำให้เงินบาทแข็งโป๊กในรอบหลายเดือน กลายเป็นกลไกปกติที่พบเห็นได้เป็นประจำในยามที่ต้องการปลุกขวัญความเชื่อมั่นที่มีต่อสหรัฐฯ จึงเป็นช็อตที่ต้องดูกันยาว ๆ ว่า ผลดังกล่าวจะสำเร็จเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ ? หลังโฆษณาชวนเชื่อที่ปล่อยออกมาสัมฤทธิผลไปแล้วในระดับหนึ่งพะยะค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ก่อนจะเข้าสู่เรื่องเม้าท์แตกถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทย “โมนิก้า” อยากให้นักเล่นเข้าใจเหตุผลของการไหลเข้าของเม็ดเงินต่างชาติ จนทำให้เงินบาทแข็งโป๊กในรอบหลายเดือน กลายเป็นกลไกปกติที่พบเห็นได้เป็นประจำในยามที่ต้องการปลุกขวัญความเชื่อมั่นที่มีต่อสหรัฐฯ จึงเป็นช็อตที่ต้องดูกันยาว ๆ ว่า ผลดังกล่าวจะสำเร็จเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ ? หลังโฆษณาชวนเชื่อที่ปล่อยออกมาสัมฤทธิผลไปแล้วในระดับหนึ่งพะยะค่ะ

*ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องออกมาเม้าท์เรื่องศาสตร์การเมือง และศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นตรงนี้ว่า การพลิ้วไหวดั่งสนต้องลมเป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่โบราณกาล และจังหวะนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะเม้าท์เรื่องดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ เพราะองค์ประกอบหลายอย่างเอื้อให้เดี๊ยนโชว์ภูมิที่ร่ำเรียนมาอย่างเต็มปากเต็มคำ จึงขอปล่อยของที่มีอยู่ในตัวแบบไม่มีกั๊กนะคะ

*โดยเฉพาะตำราพิชัยสงคราม “ซุนวู” ถือเป็นตำรายุทธศาสตร์ทางทหารที่มีอิทธิพลมากของประเทศจีน และศาสตร์ในตำราได้ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในวงการธุรกิจและการเมือง ซึ่งมีการเอ่ยถึงหลักการสำคัญหลายข้อด้วยกัน แต่ที่คุ้นกับคนไทยมากสุดคือ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง มิพ่าย” “โมนิก้า” ถึงอยากให้แฟนคลับเข้าใจยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ควรเรียนรู้มาก ๆ นะจะบอกให้

*เนื่องจากวันนี้ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องเลือกข้างแต่อย่างใด จึงต้องเข้าใจการแย่งชิงความเป็นใหญ่ของประเทศมหาอำนาจระหว่าง “จีน” กับ “สหรัฐฯ” ล้วนมีมูลเหตุมาจากความต้องการเป็นผู้นำโลก ซึ่งฝั่งพญามังกรต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์โลก แต่ฝั่งของพญาอินทรียังหวงอำนาจของตัวเอง (เดากันว่า อีก 10 ปีจะหมดอำนาจ) ส่งผลให้ระบบการเมือง และระบบค้าขายทั่วโลกปั่นป่วนไม่หมดไงล่ะค่ะ

*เมื่อทุกอย่างเห็นชัดแจ่มแจ้งแดงแจ๋ “โมนิก้า” ถึงมองเกมระดับโลกต้องเล่นแบบตีเนียน เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว ผนวกกับมีเสียงเม้าท์มอยถึงประเทศไทยควรมีใจให้จีนเยอะหน่อย เพราะมีการพึ่งพิงในด้านต่าง ๆ มากมายหลายอย่าง ขณะเดียวกันก็ควรโอนอ่อนให้สหรัฐฯ ในบางเรื่องเท่าที่จำเป็น เพราะประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใครทั้งนั้น โดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้เส้นทางบนเวทีโลกของไทยราบรื่นขึ้นกว่าเดิมนะจ๊ะ

*ฉะนั้นการที่หุ้นไทยกระชากขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,285.88 จุด บวกไป 25.80 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.78 หมื่นล้านบาท อาจเรียกได้ว่าเป็นอาการเฮตาม (ใครดีขึ้น เราดีตามไปด้วย) ซึ่งเห็นได้จากดัชนีวิ่งฉีกจุดที่มีแรงขายจำนวนมากบริเวณ 1,270 จุดได้สบาย ๆ แถมยังทะลุแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยา 1,280 จุดได้อย่างเกินคาด “โมนิก้า” จึงขอปรบมือให้กับความหวังของนักเล่นที่มีอย่างล้นปรี่นะคะ

*เหมือนกับการวิ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้น TASCO ก่อนจะปิดไปที่ระดับ 18.80 บาท บวกไป 2.50 บาท หรือขึ้นไป 15.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.80 พันล้านบาท ล้วนมาจากความหวังสหรัฐฯ จะเลิกแบนเวเนซุเอลา ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการทำธุรกิจยางมะตอย พร้อมกับจุดประกายความเชื่อที่ว่า ราคาหุ้นพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วแบบนี้ วันนี้น่าจะซัดกันยาวอีกรอบแหง ๆ เจ้าค่ะ

*ส่วนในรายของหุ้นยาง STA กลับโดนเล่นทางอ้อมจนอ่วมอรทัย หลังมีข่าวหลุดออกมาในทำนอง สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีนำเข้ายางรถยนต์จากประเทศไทย เกาหลี, เวียดนาม และไต้หวัน จนส่งผลให้ราคายางในตลาดลง 9.45% เทียบกับสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นการย้ำหัวหมุดให้เห็นว่า  อเมริกาก็ยังเป็นอเมริกาเหมือนเดิม (เห็นใครดีขึ้นมาหน่อย มักเตะสกัดประจำ) จึงไม่ต้องแปลกใจที่วานนี้หุ้นทรุดตัวลงมาปิดที่ 31.25 บาท ลบไป 2.25 บาท หรือลงไป 6.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.33 พันล้านบาทหรอกนะจ๊ะ

*ในเมื่อระบบการค้าโลกส่อแววจะดีขึ้นจริง ๆ ย่อมทำให้หุ้นเรือวิ่งฉิวกันเป็นแถว และตัวเด่นที่นำทัพในเที่ยวนี้กลายเป็น RCL แถมพรายกระซิบเม้าท์จนน้ำลายแตกฟองให้ฟังว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่ไว้ส่งสินค้าเต็มยาวไปถึงไตรมาส 1 ปี 64 บรรดาผู้รู้เลยฟันธงว่าการพุ่งพรวดขึ้นมาปิดที่ระดับ 8.70 บาท บวกไป 1.10 บาท หรือขึ้นไป 14.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 177 ล้านบาท น่าจะเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม เพราะเมื่อดูศักยภาพที่มีอย่างล้นเหลือน่าจะดันหุ้นขึ้นไปยืน 10 บาทได้สบาย ๆ นะจะบอกให้