ดาวน์โจนส์กระฉูด 1,500 จุด ทะลุ 29,000 ออลไทม์ไฮ ลุ้นหุ้นไทยพรุ่งนี้บวกตาม!

ณ เวลา 21.35 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 29,806.32 จุด บวก 1,483.12 จุด หรือ 5.24%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ เวลา 21.35 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 29,806.32 จุด บวก 1,483.12 จุด หรือ 5.24% โดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นเกือบ 1,500 จุดในวันนี้ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับความคืบหน้าครั้งใหญ่ในการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐ และ BioNTech ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี แถลงในวันนี้ว่า ผลการทดลองบ่งชี้ว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งไฟเซอร์และ BioNTech พัฒนาร่วมกัน มีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 สำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน

โดยไฟเซอร์ และ BioNTech ระบุว่า ผลการพัฒนาวัคซีนดังกล่าวถือเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับวิทยาศาสตร์และมนุษยชาติ

“ผมคิดว่าเราสามารถเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์” นพ.อัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานบริษัทไฟเซอร์กล่าว

อนึ่งก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จะมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 75% ขณะที่นายแพทย์แอนโทนี ฟอซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ และเป็นนายแพทย์ใหญ่ของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการควบคุมโรคโควิด-19 ของทำเนียบขาว เคยกล่าวว่า หากวัคซีนมีประสิทธิภาพ 50-60% ก็ถือว่ายอมรับได้

ทั้งนี้ ไฟเซอร์จะยื่นจดทะเบียนวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะมีการผลิตวัคซีน 50 ล้านโดสภายในปีนี้ และ 1.3 พันล้านโดสในปีหน้า

ด้าน นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกแถลงการณ์ขานรับผลการทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ แต่ก็เตือนว่าชาวอเมริกันยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัย และรักษาระยะห่างทางสังคม ขณะที่การแพร่ระบาดจะมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว

“ข่าวในวันนี้ถือเป็นข่าวใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่เกิดขึ้น โดยการประกาศในวันนี้ได้สร้างโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในปีหน้า แต่ภารกิจเฉพาะหน้าของเรายังคงเหมือนเดิม” แถลงการณ์ระบุ

โดย นายไบเดนออกแถลงการณ์ดังกล่าว หลังจากที่เขาได้เปิดเผยรายชื่อคณะทำงานในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่สหรัฐมีผู้ติดเชื้อโควิดสะสมมากกว่า 10 ล้านราย และเสียชีวิตมากกว่า 240,000 ราย

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่นายไบเดนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ส่วนผลการเลือกตั้งในสภาคองเกรสนั้น ล่าสุด พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ในขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภายังคงมีความไม่แน่นอน โดยมีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในรัฐจอร์เจียอาจจะต้องตัดสินด้วยการลงคะแนนเสียงรอบสองในเดือนม.ค.

ทั้งนี้ หากนายไบเดนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ และพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จในสภาคองเกรสทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ก็จะทำให้การขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากที่ถูกขัดขวางในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แต่ถ้าหากพรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ก็จะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นเช่นกัน โดยจะทำให้นโยบายการปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของนายไบเดนอาจไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ทำให้บริษัทจดทะเบียนยังคงได้รับประโยชน์จากนโยบายลดอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ต่อไป

นอกจากนี้ การถ่วงดุลอำนาจดังกล่าว จะช่วยลดโอกาสที่รัฐบาลของนายไบเดนจะทำการออกมาตรการควบคุมกฎระเบียบสถาบันการเงิน และบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐ