
TSR-TTCL โอกาสสุดท้าย.!
ดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.ไปจนถึง 20 พ.ค. 69 เป็นเวลาหนึ่งเดือนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปล่อยผี...อุ๊ย ให้คนที่ติดหุ้น TSR และ TTCL ได้ออกของ
ดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.ไปจนถึง 20 พ.ค. 69 เป็นเวลาหนึ่งเดือนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปล่อยผี…อุ๊ย ให้คนที่ติดหุ้นบริษัท ทีเอสอาร์ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TSR และบริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL ได้ออกของ (ขายหุ้นทิ้ง) ก่อนจะแขวนป้าย SP ยาวปายยย จนกว่าบริษัทจะมีการแก้ไขให้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ…
หรือไม่ก็อาจถูกขับออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ หากยังไม่สามารถดำเนินการแก้ไขเหตุเพิกถอนภายในระยะเวลาที่กำหนดได้
โดยช่วงหนึ่งเดือนที่เปิดให้ซื้อขายหุ้น TSR และ TTCL นั้น มีเงื่อนไขให้ซื้อด้วยเงินสด หรือบัญชี Cash Balance เท่านั้น พร้อมจะขึ้นเครื่องหมาย NC กำกับ เพื่อเตือนนักลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยวันแรก (21 เม.ย. 2569) ที่เปิดซื้อขาย กำหนด Ceiling & Floor ไม่เกินหนึ่งเท่าจากราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (วันที่ 2 มี.ค. 2569 หุ้น TSR ปิดตลาดที่ 0.14 บาท ส่วนหุ้น TTCL ปิดตลาดที่ 0.15 บาท) และไม่กำหนด Auto Pause
ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ จึงเป็นโอกาสสุดท้ายให้คนใน (ติดหุ้น) ได้ออกของ (TSR มีผู้ถือหุ้นรายย่อย 4,014 ราย ขณะที่ TTCL มีผู้ถือหุ้นรายย่อย 7,020 ราย) ส่วนจะมีคนนอกใจกล้าบ้าบิ่นเข้ามาซื้อเก็งกำไรหรือเปล่า..?? ไม่รู้ ๆๆ
หลายคนคงอยากรู้ที่มาที่ไปที่ทำให้ทั้งคู่เดินมาถึงจุดนี้..!?
เริ่มที่ TSR ถ้าย้อนไปตั้งแต่สมัยยังเป็นบริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSR ของ “กลุ่มแจ้งอยู่” ซึ่งทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำภายใต้แบรนด์ Safe แม้ไม่ได้เติบโตโดดเด่น แต่ก็มีกำไรเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ จนกระทั่งตกไปอยู่ในมือบริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SABUY ของ “เฮียชูเกียรติ รุจนพรพจี” นั่นแหละ จากที่คาดหวังว่าจะทำให้เติบใหญ่ขึ้น…แต่ไหงแคระแกร็นลงเรื่อย ๆ ดูได้จากผลประกอบการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประสบปัญหารายได้หายกำไรหดต่อเนื่อง..!!
มิหนำซ้ำยังมีปัญหาอินุงตุงนังตามมาอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหางบการเงิน ปัญหาสภาพคล่อง และหนี้สินต่าง ๆ รวมถึงกรณีที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง SABUY ถูกบังคับขายหุ้น หรือ Force Sell หุ้น SBNEXT อีก…
ขณะที่ปิดงบงวดปี 2568 ด้วยตัวเลขขาดทุนสุทธิ 281.92 ล้านบาท จากรายได้รวม 840.27 ล้านบาท และผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินปี 2568 ซึ่งมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบอยู่ที่ 172.11 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนกรณีส่วนผู้ถือหุ้นน้อยกว่าศูนย์
ฟาก TTCL ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้างโรงงานแบบครบวงจร แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ TTCL เป็นศูนย์รวมบุคลากรวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูงก็ว่าได้
โดยตลอด 17 ปีที่ TTCL โลดแล่นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (เข้าวันที่ 16 มิ.ย. 2552) นั้น แทบจะไม่ปรากฏข่าวฉาวให้เห็น ด้านผลประกอบการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดี อาจจะมีบางปีที่สะดุดไปบ้าง แต่ภาพรวมอยู่ในระดับที่ยอมรับได้…
จนกระทั่งปีล่าสุด (2568) นี่แหละ ซึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันกับ TTCL จากการที่บริษัทต้องตัดสินใจยกเลิกสัญญา EPC กับลูกค้ารายหนึ่งในช่วงไตรมาส 2/2568 จนนำมาสู่การฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และเป็นเหตุให้ต้องตั้งด้อยค่าก้อนใหญ่ ส่งผลให้งบปี 2568 มีตัวเลขขาดทุนบักโกรกกว่า 6,199.53 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบอยู่ที่ 3,873.82 ล้านบาท
ไม่เท่านั้น ยังทำให้ TTCL ต้องเดินสู่เส้นทางการขอยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..!!
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่บริษัทดี ๆ ต้องยื่นล้มละลาย และคงทำให้วิศวกรเก่ง ๆ ตกงานอีกเพียบ…
ส่วนใครที่อยากรู้ว่าลูกค้ารายนั้นเป็นใคร..?? อย่าให้ต้อง Said เลย เรื่องมันยาว…
เอาเป็นว่า หลังจากที่ทั้งสองบริษัทได้แจ้งแนวทางการฟื้นฟูกิจการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย TSR ระบุว่า “บริษัทจะแก้ไขฐานะการเงินโดยการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ จำหน่ายสินทรัพย์บางส่วนที่ไม่ใช่ Core Assets และหาพันธมิตรเพื่อเพิ่มทุน รวมทั้งปรับกลยุทธ์การขายและขยายฐานลูกค้า”
ส่วน TTCL “ได้ขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมีแผนจะเพิ่มทุนและให้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุนแก่เจ้าหนี้ ลดค่าใช้จ่าย ปรับโครงสร้างองค์กรและทีมบริหาร”
เลยเป็นที่มาให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ซื้อขายหุ้น TSR และ TTCL ชั่วคราวนั่นเอง
ขณะที่เคสของ TSR และ TTCL ถือเป็นอีกบทเรียนในการเลือกคู่ค้าและพันธมิตร…ถ้าเลือกผิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้นะออเจ้า
เพราะถ้าไปดูเนื้อแท้ (ตัวธุรกิจ) ของ TSR และ TTCL ก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น…หรือใครจะเถียง
ยังไงก็เอาใจช่วยให้ทั้งคู่กลับมาตั้งหลักและฟันฝ่ามรสุมชีวิตไปได้นะเจ้าคะ…
…อิ อิ อิ…